“BMW M4 DTM Champion Edition” จำกัดเพียง 200 คันทั่วโลก พร้อมเปิดตัวในงาน BMW Xpo 2017 เริ่ม 7-10 กันยายนนี้

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะ สไตล์มอเตอร์สปอร์ตและความหรูหราบนทุกเส้นทาง ในงาน BMW Xpo 2017 ที่ศูนย์การสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 7-10 กันยายน 2560 เตรียมอวดที่สุดแห่งเทคโนโลยียานยนต์พรีเมียม นำโดยไฮไลท์อย่างบีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition รุ่นพิเศษตัวแรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสนามแข่ง รวมไปถึงการเผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู i8 (Protonic Frozen Black Edition) และความหรูหราเหนือระดับพร้อมประสิทธิภาพเหนือชั้นจาก บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ที่มีรุ่นประกอบในประเทศออกทำตลาดเป็นครั้งแรก

ภายในงาน BMW Xpo 2017 ทุกท่านจะได้พบกับยนตรกรรมระดับพรีเมียมจากบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเต็มรูปแบบถึง 18 รุ่น ในพื้นที่จัดแสดงกว่า 5 โซนที่นำเสนอไฮไลท์อย่างครบครัน ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3, 5, 7, ตระกูล X และตระกูล i นอกจากนี้ BMW Xpo 2017 ยังเตรียมเปิดลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นเวทีเฉลิมฉลองความสำเร็จของ บีเอ็มดับเบิลยู M บนสนามแข่งและความหลงใหลในสมรรถนะ ด้วยการรวมพลเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M จากทั่วประเทศไทยในวันที่ 9 กันยายน 2560 อีกด้วย

“BMW Xpo ถือเป็นงานสำคัญประจำปีสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู และยังเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการเข้าถึงทั้งลูกค้าในปัจจุบันและผู้สนใจในรถยนต์ของเรา ผู้ที่แวะเวียนมาในงาน BMW Xpo 2017 จะได้สัมผัสกับหลากหลายรุ่นรถยนต์จากบีเอ็มดับเบิลยูที่จะนำมาจัดแสดง ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ด้วยรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition และบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence เราพร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นเป็นทวีคูณ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ขับขี่ในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่รักความเร็วและสมรรถนะที่ร้อนแรงในสนามแข่ง หรือความหรูหราสะดวกสบายในทุกการเดินทาง” นายสเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว “ในขณะเดียวกัน การเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศของ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ซึ่งเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดระดับพรีเมียม ที่ไม่เพียงสง่างามไปด้วยความหรูหราและความสะดวก สบายอันเหนือระดับ แต่ยังมาพร้อมกับขุมพลังอันเหนือชั้นที่ให้พละกำลังและประสิทธิภาพอย่างน่าประทับใจ ยังเป็นการสะท้อนคำมั่นสัญญาของเราในการต่อยอดและขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย”

“ในวันเสาร์ที่ 9 กันยายนนี้ เราจะต้อนรับแฟนๆ ของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล M เพื่อมาร่วมกันเฉลิมฉลองการครบรอบ 45 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู M ตัวอักษรที่ทรงพลังที่สุดในโลกยานยนต์ กับทัพรถยนต์ตระกูล M หลากหลายรุ่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้งานครั้งนี้เป็นหนึ่งใน BMW Xpo ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด ด้วยรถยนต์ที่เรานำมาจัดแสดงอย่างละลานตา และบรรยากาศของความหลงใหลในความเป็นบีเอ็มดับเบิลยูที่สัมผัสได้ทั่วทั้งงาน”

หนึ่งเดียวสำหรับผู้ชนะ: บีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition ราคาจำหน่าย 13,939,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

ด้วยจำนวนผลิตเพียง 200 คันทั่วโลก บีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition เป็นสุดยอดยานยนต์เปี่ยมสมรรถนะสำหรับนักสะสม ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของนักขับชาวเยอรมัน มาร์โก วิทแมนน์ จาก BMW Team RMG ผู้คว้าชัยในฐานะสุดยอดนักขับจากการแข่งขันทัวริ่งคาร์รายการ Deutsche Tourenwagen Masters หรือ DTM ประจำปี 2016 นอกจากจะรวบรวมเทคโนโลยีชั้นเยี่ยมจากรถแข่งตัวจริงไว้แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition ยังมีรูปลักษณ์ในสไตล์คล้ายคลึงกับรถแข่ง DTM ตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นแถบตกแต่งสไตล์รถแข่งสุดคลาสสิคตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M ที่พาดผ่านเหนือตัวถังสีขาว Alpine White สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไปจนถึงชิ้นส่วนคาร์บอนต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อทำหน้าที่ด้านอากาศพลศาสตร์

ด้วยนวัตกรรมระบบหัวฉีดน้ำ (water injection) ที่พบได้ในรุ่นก่อนหน้าอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู M4 GTS บีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition จึงพร้อมมอบสมรรถนะล้นเหลือด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 368 กิโลวัตต์/500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ซึ่งสูงกว่าบีเอ็มดับเบิลยู M4 รุ่นมาตรฐานถึง 51 กิโลวัตต์/69 แรงม้า และ 50 นิวตันเมตร ตามลำดับ ทั้งหมดนี้ทำให้ บีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition ต่อยอดการพัฒนาโครงสร้างน้ำหนักเบาของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 รุ่นมาตรฐาน ด้วยส่วนกระโปรงหน้า-หลัง หลังคา โครงแผงหน้าปัด และแผงใต้กันชนท้าย ที่ทำจากวัสดุล้ำยุคอย่างพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (carbon-fibre-reinforced plastic; CFRP) ในขณะที่ระบบท่อไอเสียคู่แบบสปอร์ต ยังมาพร้อมกับท่อเก็บเสียงที่ทำมาจากไทเทเนียมน้ำหนักเบาพิเศษอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู M4 DTM Champion Edition โดดเด่นด้วยเบาะหน้าคู่แบบ M Carbon bucket seat ที่หุ้มวัสดุพิเศษ Alcantara และหนังแกะเมอริโน ส่วนพื้นผิวอื่นๆ ในห้องโดยสารก็ห่อหุ้มด้วยวัสดุคุณภาพสูงอย่าง Alcantara เช่นกัน รวมถึงพวงมาลัย M Sports ที่มีเครื่องหมายสีเทาที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ขณะที่เบาะหลังถูกแทนที่ด้วยโครงเหล็ก rollover bar ส่วนในด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยก็ครบครันด้วยระบบนำทางแบบ Professional ไฟหน้า LED ที่มาพร้อมระบบ BMW Selective Beam ไฟท้ายแบบ OLED ระบบควบคุมการจอดด้านหน้าและด้านหลังหรือ Park Distance Control และกระจกภายในและภายนอกที่ปรับระดับความสว่างได้อัตโนมัติ

หรูหราและเปี่ยมประสิทธิภาพ: บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence (รุ่นประกอบในประเทศ) และบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ราคา 6,339,000 บาท ซึ่งปัจจุบันพร้อมจำหน่ายสำหรับรุ่นประกอบในประเทศ เตรียมเสนอ สุดยอดสุนทรียะแห่งการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล และที่สุดแห่งความหรูหราให้ผู้ขับขี่ชาวไทยได้สัมผัสและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ด้วยโครงสร้างตัวถัง Carbon Core ที่มาคู่กับแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence จึงรักษาประสบการณ์การขับขี่อันเหนือชั้นตามแบบฉบับซีรีส์ 7 ได้อย่างไร้ที่ติ และยังยกระดับเทคโนโลยี Efficient Dynamics ให้ก้าวล้ำเหนือกว่าความสำเร็จในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นก่อนหน้าอีกด้วย

เครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ให้กำลังสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower จึงนับเป็นขุมพลัง 4 สูบที่ทรงพลังที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู ส่วนระบบขับขี่แบบไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาที โดยเมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

เมื่อขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence จะสามารถสร้างระยะทางสูงสุดได้ถึง  41 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมารวมเข้ากับระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic อย่างสมบูรณ์ เพื่อตอกย้ำประสิทธิภาพขั้นสูงสุดของการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าที่สร้างความปราดเปรียวขณะขับขี่ และการนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้จากระบบเบรก

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบถาวรในทุกสภาวะการขับขี่ ช่วยเสริมการเกาะถนน รักษาการควบคุมรถและความคล่องตัวไว้ได้อย่างครบถ้วนแม้ในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ไม่ว่าในสภาวะอากาศหรือสภาพถนนใด

ด้วยการจ่ายพลังงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลังที่สมบูรณ์แบบ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence จึงสามารถเร่งความเร็วได้อย่างทรงพลัง ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 5.3 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 47.6 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 ที่ 49 กรัมต่อกิโลเมตร เมื่อขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วน  ตัวรถจะทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังมาพร้อมกับสวิทช์ปรับโหมดขับขี่ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ซึ่งติดตั้งอยู่บนคอนโซล ผู้ขับขี่สามารถกดปุ่มเพื่อเลือกโหมดการขับขี่ที่มุ่งเน้นความปราดเปรียว ความนุ่มสบาย หรือความประหยัดได้ตามใจชอบ ยิ่งไปกว่านั้น สวิทช์ปรับโหมดดังกล่าวยังเสนออีกหนึ่งทางเลือกด้วยโหมด ADAPTIVE ซึ่งสามารถตอบสนองต่อสไตล์การขับขี่และสภาพเส้นทางได้อย่างชาญฉลาด

ทั้งนี้ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงกับเต้าเสียบที่บ้านได้เต็มภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ระบบการชาร์จไฟที่บ้านภายใต้ BMW 360° ELECTRIC ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อคงไว้ซึ่งความปลอดภัย ใช้งานสะดวก และความรวดเร็วสูงสุด ในขณะที่แท่นชาร์จบีเอ็มดับเบิลยู i Wallbox สามารถชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูงได้ในอัตรา 3.5 กิโลวัตต์ (16 แอมป์/ 230 โวลต์) จึงสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 40 นาที

บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence ราคาจำหน่าย 5,839,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

เทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ที่ออกแบบมาอย่างแม่นยำและใส่ใจในทุกรายละเอียดช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence พร้อมมอบสมรรถนะและความนุ่มสบายได้อย่างดีเยี่ยม โดยเทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ยังช่วยลดน้ำหนักรวมของบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence ได้สูงสุดถึง 130 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

โครงสร้างตัวถัง Carbon Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู i8 และการผสมผสานวัสดุพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP) เข้ากับเหล็กกล้าและอลูมิเนียม ทำให้ตัวถังของบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence มีความแข็งแรงและมั่นคงในส่วนห้องโดยสารมากกว่ารุ่นก่อน ทั้งยังลดน้ำหนักของตัวรถลงไปพร้อมๆกัน

บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียงขนาด 3 ลิตร ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร ทำงานเชื่อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที แต่ยังคงมอบ ความนุ่มสบายให้กับผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่

ส่วนระบบ Air Flap Control จะเปิดช่องระบายอากาศโดยอัตโนมัติเมื่อตัวรถต้องการระบายความร้อน โดยนอกจากจะเพิ่มสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์ให้กับรถแล้ว ยังเสริมความสะดุดตาให้กับส่วนหน้าของรถด้วยจำนวนซี่ของไตคู่บีเอ็มดับเบิลยูที่เพิ่มขึ้น ส่วนกรอบไฟหน้าขยายไปจนถึงขอบกระจังหน้า ในขณะที่ดวงไฟทรงกลมคู่ อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูมีขอบบน-ล่างในทรงตัด เพื่อให้ตัวรถดูสง่างามในมาดขรึมยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence ใช้หน้าจอควบคุม iDrive แบบระบบสัมผัส ซึ่งนอกจากจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ในแบบเดิมแล้ว ระบบสัมผัสนี้ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเลือกสั่งการและควบคุมจากการสัมผัสหน้าจอได้เช่นกัน

อีกหนึ่งฟังก์ชั่นใหม่ของการใช้งานร่วมกับระบบ iDrive คือ การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือ BMW Gesture Control เซ็นเซอร์ 3 มิติจะจับการเคลื่อนไหวของการสั่งงานระบบควบคุมความบันเทิง และการสื่อสาร ซึ่งใช้งานได้อย่างง่าย เช่น การปรับระดับเสียง การรับหรือปฏิเสธสายเรียกเข้าโทรศัพท์ เป็นต้น

ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence และบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld Pure Excellence ยังมอบมาตรฐานอันเหนือชั้นด้วยไฟหน้า Adaptive LED กุญแจ BMW Display Key ระบบนำทางแบบ Professional และระบบปฏิบัติการ iDrive ที่รวมถึงฟังก์ชั่นทัชสกรีนบนหน้าจอ และ BMW Gesture Control การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ บริเวณห้องโดยสารด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมกับเบาะนั่งที่สะดวกสบาย ด้วยระบบระบายอากาศในเบาะและฟังก์ชั่นนวดเพื่อสุขภาพ และฟังก์ชั่นในการปรับเบาะให้อุ่นได้ ทั้งยังเติมเต็มที่สุดแห่งความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารด้านหลังด้วยเบาะที่นั่ง Executive Lounge Seating และหลังคากระจกแบบ  Sky Lounge Panorama

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e Pure Experience ราคาจำหน่าย 4,439,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e Pure Experience ผสมผสานประโยชน์ใช้สอยและความหรูหราในแบบรถยนต์ SAV เกาะถนนเป็นเลิศด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive ทั้งยังประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics eDrive โดยในรุ่น Pure Experience นี้ ตัวรถจะมาพร้อมกับบันไดข้างอลูมิเนียม รางหลังคาเคลือบอลูมิเนียมด้าน ระบบช่วงล่างแบบ comfort adaptive ที่เน้นความนุ่มสบายใน การขับขี่ และ ล้ออัลลอยดีไซน์ Star-spoke style 449 ขนาด 19 นิ้ว

เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรของบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e สามารถคว้ารางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี International Engine of the Year มาครองได้ถึงสามสมัย ด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นจากเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ TwinScroll ระบบหัวฉีดน้ำมันที่มีความแม่นยำสูง และระบบ VALVETRONIC ซึ่งทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้เป็นขุมพลังเบนซิน 4 สูบที่ทรงพลังที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู ส่งกำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์/245 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร สู่ล้อรถได้อย่างราบรื่นในทุกรอบเครื่อง

ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าก็มอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร (184 ปอนด์-ฟุต) ที่พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาทีตามสไตล์ระบบส่งกำลังไฟฟ้า ทำงานประสานกับเครื่องยนต์หลักเพื่อให้คุณขับขี่ได้สนุก ทันใจ เร่งความเร็วได้โดยไม่ต้องรอ บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า ให้คุณเร่งความเร็วได้อย่างใจนึก ทั้งยังประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 29.4 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 79 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

เทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด ในบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e สามารถนำสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และยังสามารถขับขี่ในตัวเมืองได้โดยไม่ปล่อยมลภาวะออกจากท่อไอเสียเลย แบตเตอรี่ของรถมีความจุ 9 กิโลวัตต์ชั่วโมง และสามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยมีช่องเก็บสายชาร์จอยู่ใต้พื้นที่เก็บของ

เมื่อแบตเตอรี่หมด สามารถชาร์จด้วยไฟบ้านให้เต็มได้โดยใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง 50 นาที หรือเลือกเสริมประสิทธิภาพการชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) จาก BMW  360° ELECTRIC ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.5 กิโลวัตต์ (16 แอมป์/230 โวล์ท) จึงสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที

บีเอ็มดับเบิลยู i8 (Protonic Frozen Black Edition) ราคาจำหน่าย 11,839,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู i8 Protonic Frozen Black Edition ผลิตมาในจำนวนจำกัด โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์เตะตากับกระบวนการทำสี BMW Individual paint finish เฉพาะรุ่น พื้นผิวภายนอกสุดเอ็กซ์คลูซีฟในสีดำด้าน Protonic Frozen Black พร้อมแต่งด้วยสีเทาเมทัลลิค Frozen Grey เสริมบุคลิกโฉบเฉี่ยวบนผิวนอกของตัวรถที่ใช้วัสดุพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP) ด้วยเทคนิคการทำสีขั้นสูง สีดำ Protonic Frozen Black สะดุดตาด้วยพื้นผิวดำด้านที่เหลือบแสงอย่างนุ่มนวล เน้นย้ำให้เห็นถึงเส้นสายที่โค้งมนและโฉบเฉี่ยวบนพื้นผิวของรถยนต์ สปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้

ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู i8 รุ่นพิเศษนี้ โดดเด่นด้วยตะเข็บเบาะและคอนโซลกลางสีเหลืองที่ตัดกับพื้นผิวสีดำอย่างชัดเจน เน้นย้ำถึงความสปอร์ตและหรูหราที่สัมผัสได้ในทุกองศา นอกจากนี้ ยังมีการใช้ตะเข็บสีเหลืองสะดุดตาเพิ่มเติมในส่วนของบานประตูด้านใน พรมปูพื้นรถ และส่วนล่างของแผงหน้าปัด ขณะที่ผ้าบุเพดานสีดำแอนทราไซต์ สายเข็มขัดนิรภัยสีเทา คันเกียร์และปุ่มควบคุม iDrive เคลือบเซรามิก และขอบประตูด้านล่างที่สลักอักษรเป็นคำว่า “Edition” ช่วยเสริมความแตกต่างแบบเฉพาะตัว

ข้อเสนอพิเศษในงาน BMW Xpo 2017 (สำหรับรถยนต์ใหม่จากบีเอ็มดับเบิลยูเท่านั้น)

ลูกค้าที่สั่งจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นที่เข้าร่วมรายการ* ภายในงาน BMW Xpo 2017 พร้อมด้วยแพ็คเกจบริการ BSI Ultimate ที่มอบระยะเวลาการบำรุงรักษาฟรี 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 5 ปีโดยไม่จำกัดระยะทาง โดยมีกำหนดส่งมอบรถไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2560 จะได้รับการขยายระยะเวลาโปรแกรม BSI ครอบคลุมการบำรุงรักษาฟรี 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร พร้อมรับประกัน 6 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง

นอกจากนี้ ลูกค้าทุกท่านที่สั่งจองรถยนต์ภายในงาน BMW Xpo 2017 โดยมีกำหนดส่งมอบรถไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2560 จะได้รับลำโพงบลูทูธ Bowers & Wilkins T7 เป็นของสมนาคุณอีกด้วย

* ข้อเสนอการขยายเวลาในโครงการ BSI และการรับประกันนี้ ไม่ครอบคลุมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล i และ M

** สำหรับลูกค้าที่สั่งจองรถยนต์ใหม่และวางเงินมัดจำภายในงาน BMW Xpo 2017 โดยมีกำหนดส่งมอบรถภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 เท่านั้น

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *