MG ZS: ความคุ้มค่าที่น่าวิเคราะห์ แล้วจะมีแค่ 3 รุ่นย่อยเท่านั้นหรือ..?

MG ZS เปิดตัวช่วงปลายปี 2560 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังรอการฟื้นตัว ด้วยราคาตัวรถที่มีความคุ้มค่าน่าประทับใจเมื่อเทียบกับอ๊อฟชั่น ความทันสมัย และเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาในรถยนต์ Crossover SUV คันนี้

ความสอดคล้องระหว่างช่วงเวลาและยุทธศาสตร์ทางการตลาด ทำให้ MG กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีกระแสซึมซับเข้าไปยังสมองของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศไทย เพราะหลายคนมักจะเลือกซื้อรถจากความชอบส่วนตัว หรือรสนิยมรายบุคคลเป็นหลัก การใช้เหตุผลเป็นเรื่องรอง หรือจะพูดกลับด้านได้ว่า “ความชอบนั้นแหละคือเหตุผลในการเลือกซื้อรถยนต์”

แต่การเปิดตัว MG ZS ด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์ 4 สปีด ส่งผลสะเทือนถึงต่อมเหตุผลของคนไทยจำนวนมากทันที่ที่ได้รู้ตัวเลขราคาวางจำหน่ายของ MG ZS ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์ติดรถ ทั้งระบบความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก และของเล่นที่ใส่มาให้อย่างครบครัน จนมีความรู้สึกว่ารถระดับราคาเกินล้านบางรุ่นยังต้องอาย กระแสตรงนี้ ก็ถือเป็นการประสบความสำเร็จทางด้านยุทธศาสตร์ของ MG อย่างมากแล้วครับ

แม้เครื่องยนต์ จะเป็นเพียงเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร กับเกียร์ 4 สปีด ที่ดูจะไม่ทันสมัยเท่าไหร่นัก แต่เมื่อมุมมองด้านเหตุผลชี้ไปที่ความคุ้มค่า จุดนี้เองที่ทำให้ MG ZS กลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นขึ้นมาในตลาด City Car บ้านเรา

เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร บวกกับความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ในราคาเริ่มต้นไม่ถึงเจ็ดแสนบาท และท๊อปสุดไม่ถึงแปดแสนบาท แน่นอนว่าโมเดลนี้ของ MG เป็นโมเดลที่ครอบคลุมทั้งตลาด Mini SUV หรือ Sub-Compact SUV ในกลุ่มเดียวกัน รวมไปถึงตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก B-Segment จึงเป็นเหตุให้การเปรียบเทียบความคุ้มค่าเกิดขึ้นทันที่ทันใด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับรถยนต์นั่งในกลุ่ม City Car อย่าง Honda City, Honda Jazz และ Toyota Vios

ก็ไม่ต้องแปลกใจ ถ้ายอดจองของ MG ZS จะเกินเป้าที่ตั้งไว้ เมื่อดูเหตุผลด้านบน บวกกับสภาวะเศรษฐกิจในตอนนี้ที่คนไทยต้องการความคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายเป็นหลัก และมหกรรมยานยนต์ Motor Expo 2017 ที่จะส่งผลให้ยอดจอง MG ZS สูงขึ้นไปอีก

ที่นี้เรามาวิเคราะห์กันต่อว่า MG ZS จะทำตลาดเพียง 3 รุ่นเท่านั้นหรือ..?

ในประเทศต้นกำนิดอย่างอังกฤษ MG ZS ยังมีอีกหนึ่งเครื่องยนต์ให้เลือก คือ เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ GDI 1.0 ลิตร กำลัง 111 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด 160 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-4,700 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

เมื่อเทียบกับกำลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่จำหน่ายในบ้านเรา จะเห็นได้ว่าเวอร์ชันประเทศไทย มีกำลัง 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ถ้าดูจากตัวเลขอาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้ามองที่รอบเครื่องยนต์ จะเห็นได้ว่า 111 แรงม้าของเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร มาไวกว่าเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ตั้งแต่ 5,200 รอบต่อนาที และเมื่อดูที่แรงบิด ก็มีมากกว่ารุ่น 1.5 ลิตร ถึง 10 นิวตัน-เมตร และเป็นแบบแฟลตทอร์คตั้งแต่รอบต่ำ 1,800-4,700 รอบต่อนาทีเลยทีเดียว บวกกับเกียร์ 6 สปีด มองตรงนี้ ก็พอจะบอกได้ว่า รุ่นเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร ในต่างประเทศ ให้อัตราเร่งแซงที่ดีกว่า มีความแรง และความประหยัดมากกว่า (ทั้งนี้ต้องมองดูปัจจัยเรื่องน้ำหนักตัวรถด้วย)

เท่านั้นยังไม่พอ ในเวอร์ชั่นประเทศจีน เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร ยังมีกำลังมากถึง 125 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 170 นิวตันเมตร จึงเป็นเหตุให้เราอดคิดไม่ได้ว่า มีโอกาสที่ MG ZS จะทำตลาดในประเทศไทยมากกว่า 3 รุ่น แต่จะเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร หรือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตรกันแน่..?

MG ZS เปิดตัวทำตลาดในประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น ประกอบไปด้วย

  • MG ZS รุ่น 1.5L C ราคา 679,000 บาท
  • MG ZS รุ่น 1.5L D ราคา 729,000 บาท
  • MG ZS รุ่น 1.5L X ราคา 789,000 บาท

เมื่อดูช่วงราคาระหว่าง MG ZS รุ่น X ราคา 789,000 บาท กับ MG GS รุ่น 1.5 Turbo D ราคา 890,000 บาท (รุ่นเริ่มต้นของ MG GS) จะเห็นได้ว่ามีช่องว่างอยู่ 101,000 บาท

ช่องว่างราคาตรงนี้ มีโอกาสเป็นไปได้..หาก MG จะแทรก MG ZS รุ่นเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงกว่า ในราคาเริ่มต้นประมาณ 819,000-869,000 บาท เพราะถ้า MG วางแผนให้รุ่น 1.5 ลิตร แชร์ตลาดจากรถยนต์นั่ง City Car แล้วเปิดตัวเอารุ่นเครื่องยนต์ที่มีกำลังมากกว่ามาสู้กับเจ้าตลาดอย่าง Honda HR-V, Mazda CX-3 หรือแม้แต่ Toyota C-HR ที่กำลังจะเปิดตัวในงาน Motor Expo 2017 แผนการณ์แบบนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงอยู่ไม่น้อย

และถ้าจะให้สมน้ำสมเนื้อ MG ZS อาจจะยัดเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ของ MG GS ลงมาเลยก็ได้ เพราะคนไทยชอบรถแรง และคู่แข่งต่างก็ใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Honda HR-V กับเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร หรือ Mazda CX-3 ที่มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และดีเซลเทอร์โบ 1.5 ลิตร ในขณะที่ Toyota C-HR คาดว่าจะมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ไฮบริด

เพราะถ้าพูดถึงเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร ของ MG GS จากการที่ได้ใช้งาน ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังดี ขับสนุก แรงสั่งได้ ที่สำคัญคือความประหยัดอยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจ กับตัวเลข 1516 กิโลเมตรต่อลิตร และถ้ามาอยู่ในรถที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง MG ZS ก็น่าจะมีความประหยัดมากกว่านี้ไปอีก

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ใน MG GS นั้น ให้กำลัง 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-4,400 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ TST-7 สปีด

ตอนนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันต่อไป แต่หากแผนการณ์ของ MG เป็นไปตามที่ MassAutoCar วิเคราะห์ ก็พอจะคาดได้ว่า เราจะได้เห็นรุ่นย่อยของ MG ZS เพิ่มเติมในระยะเวลาบวกลบไม่เกิน 1 ปี ต่อจากนี้

สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ คือการสร้างความเชื่อมั่นต่อลูกค้าในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพโปรดักส์ การดูแลด้านอะไหล่ และบริการหลังการขายที่ีมีมาตรฐาน รับผิดชอบต่อลูกค้าอย่างจริงใจ ไม่เกิดปัญหาเหมือนกับหลายๆ ค่าย ที่มีปัญหาให้ดูเป็นตัวอย่าง สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ MG เติมโตได้อย่างมั่นคงในตลาดเมืองไทย สิ่งสำคัญคือ การเป็นแบรนด์ที่คนไทยนึกถึง เป็นค่ายที่คนไทยไม่ลืม ตรงนี้แหละครับ ถ้าทำได้ ก็หมายความว่า MG ได้ก้าวมานั่งในหัวใจคนไทยแล้วครับ

บทความโดย ตระกูล ลินทมิตร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *