Mitsubishi XPANDER 2018: ครอสโอเวอร์ 7 ที่นั่ง ตัวถัง MPV หน้าตาดีแบบรถยนต์ไฟฟ้า

XPANDER นี่เป็น Crossover เหรอ..? เรียกว่าครอสโอเวอร์ 7 ที่นั่ง ก็แล้วกัน Crossover MPV รุ่นใหม่ จัดว่าชนจังๆ กับ Honda BR-V ก็ได้ แม้จะประกอบจากอินโด แต่คือดีกว่าที่คิด ขับดีกว่าที่คาดไว้

XPANDER เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งที่ได้รับการดีไซน์ภายนอกด้วยงานออกแบบใหม่ของมิตซูบิชิ รูปร่างหน้าตาโดดเด่น โอ่อ่า สะดุดตากว่ารถยนต์ทุกรุ่นในกลุ่มเดียวกัน มาพร้อมการจังหน้าโครเมี่ยม และเส้นสาย Dynamic Shield เอกลักษณ์ชัดเจนด้วยไฟหรี่ LED แบบแยกส่วนด้านบน ขณะที่ไฟหน้าแบบฮาโลเจน และไฟเลี้ยวอยู่ด้านล่าง และไฟตัดหมอกตรงกลาง

XPANDER จัดว่าเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีอุปกรณ์ภายนอกมาให้ครบครัน ด้านข้างนั้นมาพร้อมมือจับประตูโครเมี่ยม ล้อแม็กทูโทนขนาด 16 นิ้ว เหมาะกับตัวรถทีเดียว กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED ด้านหลังยังมาพร้อมกับสปอยเลอร์ในตัวพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 และยังให้ไฟท้ายแบบสเปกตรัม LED และไฟถอยแบบ LED มาด้วย ซึ่งการดีไซน์ก็ดูลงตัว

ความลงตัวของ XPANDER อยู่ที่การออกแบบด้านหน้ากับด้านหลังให้เป็นรูปตัว X พร้อมการประกบแนวกันชนด้านหน้าและด้านหลังสไตล์ครอสโอเวอร์สีเงิน ยิ่งทำให้อารมณ์ของตัวรถดูแข็งแกร่ง

สิ่งน่าเสียดายสำหรับภายนอกตัวรถ คือการไม่ให้ไฟเดย์ไทม์มา และไฟหน้ายังไม่เป็นโปรเจ็คเตอร์ ถ้าได้สองอย่างนี้มา จะทำให้ XPANDER กลายเป็นรถที่ดูเต็มตามากขึ้น รวมไปถึงอาจจะไม่มีคนไทยคนใดตะขิดตะขวงใจในการจ่ายเงินมากว่าคนอินโดฯ ที่เป็นประเทศฐานการผลิต

ภายใน ดูจะเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับการออกแบบภายนอกอยู่บ้าง เพราะภายนอกดูเป็นรถยนต์ยุคใหม่ ชนิดที่ว่า สามารรถเอาไปทำเป็นรถยต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องเปลี่ยนดีไซน์ก็ทำได้ แต่ภายในให้อารมณ์พ่อบ้านรักครอบครัวมากๆ

การออกแบบภายใน ดูจะเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับการออกแบบภายนอกอยู่บ้าง เพราะภายนอกดูเป็นรถยนต์ยุคใหม่ ชนิดที่ว่า สามารรถเอาไปทำเป็นรถยต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องเปลี่ยนดีไซน์ก็ทำได้ แต่ภายในให้อารมณ์พ่อบ้านรักครอบครัวมากๆ โดยเฉพาะแผงแดชบอร์ดสีดำแซมกับสีเงินลายเคฟล่า

ตำแหน่ง Power Outlet DC 12 โวลต์ (ซึ่งมีมาให้ภายในรถถึง 3 ตำแหน่งทุกรุ่นย่อย ที่ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ในกล่องเก็บของคอลโซลกลาง 1 ตำแหน่ง และบริเวณฝั่งขวาของเบาะผู้โดยสารแถวที่ 3 อีก 1 ตำแหน่ง อันนี้ก็ยอดเยี่ยม)

อุปกรณ์ภายในเพียงพอมากๆครับ สมกับเป็นรถครอบครัว ตั้งแต่พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั้นแบบ 3 ก้านหุ้มหนังตกแต่งสีดำ Piano-Black พร้อมระบบควบคุมเครื่องเสียง และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง

บริเวณแผงแดชบอร์ด ติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว พร้อมเครื่องเสียงแบบ 2DIN รองรับวิทยุ,DVD,CD,MP3,USB และสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านสัญญาณ Bluetooth ในรุ่น GT ติดตั้งลำโพง 6 ตำแหน่ง ขณะที่รุ่น GLS LTD มี 4 ตำแหน่ง

ระบบปรับอากาศเป็นแบบปรับด้วยมือ ดีไซน์สวิตซ์หมุนได้อย่างสวยงาม ช่องแอร์ตรงกลางอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าหน้าจอสัมผัส ซึ่งทำให้เวลาใช้งานแล้วไม่เป่าตา เป็นเรื่องที่ดีมากๆครับ

ถัดจากสวิตซ์ระบบปรับอากาศ ก็จะเป็นตำแหน่ง Power Outlet DC 12 โวลต์ (ซึ่งมีมาให้ภายในรถถึง 3 ตำแหน่งทุกรุ่นย่อย ที่ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง ในกล่องเก็บของคอลโซลกลาง 1 ตำแหน่ง และบริเวณฝั่งขวาของเบาะผู้โดยสารแถวที่ 3 อีก 1 ตำแหน่ง อันนี้ก็ยอดเยี่ยม)

มาตรวัดแสดงข้อมูลการขับขี่ใน XPANDER รุ่น GT เป็นหน้าจออเนกประสงค์ MID TFT 3D ขนาด 4.2  มาตรวัดแบบ High Contrast พร้อมไฟแสดงระดับการขับขี่ Eco drive & Eco Score

มาตรวัดเข็มตัวเลขชัดเจน ตกแต่งด้วยลายแคฟล่าเพิ่มความสปอร์ตในการเดินทาง ด้านขวาบอกความเร็วรอบเครื่องยนต์ ด้านขวาบอกความเร็วของตัวรถ จากการใช้งาน ลองจับด้วย GPS พบว่าเข็มไมล์อ่อน หรือเพี้ยนจาก GPS ประมาณ 6-9% คือถ้าเข็มไมล์ที่ตัวรถชี้ไปที่ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ให้คุณสบายใจได้เลยว่า ตำรวจจะไม่จับ เพราะความเร็วจริงมันไม่ถึง จะอยู่ราวๆ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ตำแหน่งคอลโซลเกียร์ เป็นจุดที่ออกแบบได้ดี โดยการยกขึ้นมากเหมือนกับรถยนต์เอสยูวี พร้อมตกแต่งด้วยสีดำ Piano-Black และสีเงิน บวกกับหัวเกียร์หุ้มหนัง ให้สัมผัสในการใช้งานที่ดี

ภาพรวมของงานวัสดุของ XPANDER อยู่ในระดับที่น่าใช้งาน และงานประกอบดีกว่าที่คิดไว้มาก ทั้งยังบ่งบอกถึงการใส่ใจงานงานตกแต่งอีกด้วย

เบาะนั่งด้านหน้าในรุ่นท๊อปสุด GT ให้เป็นเบาะหนังสีดำ ซึ่งต่างจากอินโดนีเซีย ที่จะเป็นสีเบจ ฟองน้ำอยู่ตัวไม่นุ่มจนเกินไป รองรับแผ่นหลังได้ดี ขับเดินทางไกลสัก 100 กิโลเมตรก็ยังไม่เจอกับอาการปวดหลัง และหมอนรอบศรีษะก็ไม่ดันด้วย แถมใต้เบาะฝั่งซ้ายก็มีถาดเก็บของใส่รองเท้าได้มาให้อีก

ตำแหน่งเบาะแถวที่สอง สามารถเลื่อนปรับพื้นที่ได้ และปรับระดับพนักพิงได้ 3 ระดับ รวมไปถึงการพับแยกแบบ 40:60 พร้อมที่พักแขน แต่ไม่มีที่วางแก้วมาให้ พื้นที่วางขาเหลือๆเลยครับ แม้จะเลื่อนมาด้านหน้าเพื่อให้ผู้โดยสารแถวที่สามได้นั่ง ก็ยังรู้สึกว่าเบาะแถวที่สองนั่งสบายอยู่ เข่าไปติด เลื่อนมาจนสุดแล้ว ก็ยังมีพื้นที่พอๆกับเบาะแถวที่สองของรถยนต์ B-Segment ยิ่งถ้าเลือนไปด้านหลังจนสุด อันนี้ยิ่งสบาย แต่พอมานั่งเบาะแถวที่สองแล้ว ความนุ่มนวลไม่เท่ากับเบาะด้านหน้าหรอกครับ รับรู้ถึงแรงสะเทือนของช่วงล่างได้มากกว่า

การขึ้นไปนั่งเบาะแถวที่ 3 ก็เพียงแค่ง้างคันโยกที่เบาะแถวที่ 2 เพียงครั้งเดียว ตัวเบาะก็จะพับม้วนหน้าเปิดทางให้เราได้ก้าวเข้าไปนั่งยังเบาะแถวที่ 3 และถ้าจะให้สบาย เบาะแถวที่ 2 ควรจะปรับพนักพิงไปด้านหน้าสัก 1 ตำแหน่ง และเลื่อนเบาะแถวที่สองไปด้านหน้าเล็กน้อย ผู้โดยสารแถวที่ 3 ก็จะนั่งได้อย่างสบายใจ พร้อมมี Power Outlet ไว้ชาร์ตแบตฯมือถือ พร้อมที่วางแก้วกาแฟโดยไม่ต้องกวนใจคนข้างหน้าแม้แต่น้อย

และไม่ต้องกลัวว่าอากาศจะไม่ถ่ายเท เพราะ XPANDER ติดตั้งช่องแอร์บริเวณเพดานเหนือเบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่สอง เป่าลมไปจนถึงผู้ดดยสารแถวที่ 3 อย่างแน่นอน แต่ปรับระดับแรงลมได้อย่างเดียว ไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้นะครับ

พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ออกแบบได้ดี มีช่องเก็บของมาให้ และยังอเนกประสงค์ด้วยกับผับเบาะทั้ง 2 แถวให้เรียบในระดับที่ล้มตัวนอนได้เลยเพียงแค่มีหมอนกับผ้าห่ม ตรงนี้ได้เปรียบคู่แข่งอยู่พอสมควร

Mitsubishi XPANDER ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว MIVEC DOHC ขนาด 1,499 ซีซี กำลังเครื่องยนต์ 104 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 141 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันได้ถึง E20 ความจุถังน้ำมัน 45 ลิตร

การเดินทางโดย XPANDER ตอบตรงนี้เลยเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง เครื่องยนต์พันห้าที่ถึงไหนถึงกัน คือตอนแรกคิดว่าเกียร์ 4 สปีดที่แบกตัวถังขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดคลาสนี้ มันจะไหวหรือไม่..? ผลที่ออกมาคือ ไหว และมีกำลังเพียงพอต่อการใช้งานในระดับที่ประทับใจ โอเคว่าช่วงการออกตัวอาจจะไม่ปรู๊ดปร๊าด แต่มันก็ไม่ได้อืดเป็นเรือเกลือ แม้จะไม่ได้จับเวลาจริงๆ แต่เรารับรู้ได้ว่า การออกตัวดีกว่า MG ZS รถครอสโอเวอร์ 5 ที่นั่ง เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์ AT 4 สปีด

ด้วยระยะความสูงจากพื้นมากที่สุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกันที่ 205 มิลลิเมตร ส่งผลให้ XPANDER สามารถพาคุณไปได้ทุกเส้นทางที่รถกระบะประเภทขับสองยกสูงไปได้ฉันใด XPANDER ก็พาคุณไปได้ฉันนั้น

XPANDER จัดว่าเป็นรถยนต์ที่มีทัศนวิสัยในการมองเห็นโดยรอบค่อนข้างดี สบายตา สาเหตุมาจากการออกแบบเสา A-Pillar ที่มีขนาดเล็ก บวกกับหน้ารถที่สั้น หรือแม้แต่มุมมองในการถอยหลัก ก็ทำได้เคลียร์

รถคันนี้ ภาพรวมที่แท้จริงจัดอยู่ในกลุ่มรถ Mini MPV แต่สัมผัสการขับขี่ให้อารมณ์เหมือนรถคันใหญ่ขนาดกลาง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการออกแบบแผงแดชบอร์ดขนาดใหญ่ ช่วงล่างที่เก็บอาการตัวรถได้ดี บวกกับอัตรเร่งในช่วงที่รถลอยตัวไปแล้ว หรือประมาณ 80-130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วช่วงนี้เป็นจังหวะที่ XPANDER ทำได้น่าประทับใจมากที่สุด

และด้วยระยะความสูงจากพื้นมากที่สุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกันที่ 205 มิลลิเมตร ส่งผลให้ XPANDER สามารถพาคุณไปได้ทุกเส้นทางที่รถกระบะประเภทขับสองยกสูงไปได้ฉันใด XPANDER ก็พาคุณไปได้ฉันนั้น

มาที่อัตราความประหยัด ยังไม่ได้จับจริงจังนะครับ แต่เท่าที่ใช้งานคร่าวๆ ก็อยู่ประมาณ 11-12 กิโลเมตร/ลิตร ถามว่ากินน้ำมันหรือไม่? ถ้าตอบบนพื้นฐานเครื่องยนต์กับเกียร์ 4 สปีด และตัวถัง 7 ที่นั่ง ก็ตอบได้ว่า ไม่กิน และถ้าเอาภาพรวมในตลาดของรถยนต์ 7 ที่นั่ง มันก็ดูเป็นการบริโภคน้ำมันที่มากกว่าคู่แข่ง และคงไม่ถูกจริตคนไทยมากนักกับการขับรถสไตล์พ่อบ้านสายครอสโอเวอร์ที่กินน้ำมันมากกว่าคู่แข่ง

สรุปภาพรวมของ Mitsubishi XPANDER เป็นรถยนต์ที่เข้ามาเติมเต็มมิตซูบิชิในตลาดเมืองไทยมากขึ้น หน้าตาโดเด่น การขับขี่ไม่เป็นรองใครในตลาด งานวัสดุดีกว่าคู่แข่ง ขนาดตัวรถใหญ่กว่าค่ายอื่น ตอบโจทย์ผู้ชายรักครอบครัวได้ดี ขอติเรื่องเดียว คืออัตราบริโภคน้ำมัน ที่ดูจะไม่เป็นมิตรกับความรู็สึกของคนไทยเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ถามว่าเหมาะกับใคร เหมาะกับคนที่ต้องการรถครอบครัวขนาดไม่ใหญ่มาก และอเนกประสงค์เดินทางออกนอกบ้านได้แม้เจอน้ำท่วมเกินครึ่งล้อ

ระหว่างที่ราคายังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ MassAutoCar คาดว่า Mitsubishi XPANDER จะมีราคาเริ่มต้นในรุ่น GLS LTD 759,000 บาท และท๊อปสุด 829,000 บาท สำหรับรุ่น GT ถ้าทำราคาได้แบบนี้ ขายได้ครับ แต่ถ้าราคาสูงกว่านี้ ผมว่าแพงไปหน่อย

บทความโดย: ตระกูล ลินทมิตร บรรณาธิการบริหาร