ช่วงล่างเปลี่ยนไม่ยาก แต่บริการหลังการขายไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนใจคน

Mazda และ Isuzu หันมาจับมือกันพัฒนารถกระบะขนาดกลาง หลังเลิกกอดคอคล้องเอวกับค่ายรถอเมริกันอย่าง Ford และ Chevrolet แต่ในประเทศไทย ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อีซูซุ แต่คนไทยส่งสัยมากกว่า ว่ามาสด้าสายสปอร์ตจะเดินหน้าตลาดรถปิ๊กอัพในทิศทางใด

อดีตที่ผ่านมา ทั้งคู่เคยร่วมมือกันมาแล้ว สำหรับการผลิตรถกระบะ แต่ปัจจุบันยุคสมัยมันเปลี่ยนไป มาสด้าในไทยโตขึ้นยืนได้อย่างสง่างามในกลุ่มรถยนต์นั่ง แต่กลุ่มรถกระบะ คนไทยยังมองว่า มาสด้าก็ยังยืมจมูกคนอื่นหายใจอยู่เหมือนเดิม…

แนวทางกระบะสายสปอร์ต ยังคงเป็นหลักสำคัญในการพัฒนารถกระบะของมาสด้า บ่งบอกจากงานดีไซน์ภายนอก ภายใน และการปรับเซ็ตช่วงล่างให้แตกต่างกับคู่แฝด มาสด้าทำแบบนี้มาตลอดระยะเวลาที่อยู่กับฟอร์ด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้การันตีด้านผลลัพธ์ของมาสด้าอีกต่อไป เพราะในตลาดเมืองไทยการจับมือกับฟอร์ด คือแบรนด์รองร่วมมือกับแบรนด์รอง แต่การจับมือกับอีซูซุ เป็นการจับมือระหว่างแบรนด์รองกับแบรนด์ใหญ่ระดับเจ้าตลาด


คำถามใหญ่ที่มาสด้าจะต้องตอบก็คือ แล้วใครจะเลือกซื้อกระบะของคุณ หากใช้อะไหล่เครื่องยนต์และช่วงล่างร่วมกับอีซูซุ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มนี้ และมีบริการหลังการขายดีกว่า ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ และได้ชื่อว่าเป็นผู้พัฒนากระบะแฝดนี้มาตั้งแต่ต้น

แม้ในต่างประเทศ มาสด้าจะเด่นมากๆสำหรับรถยนต์นั่ง แต่มาสด้าก็มีตลาดกระบะหลักๆอยู่เพียงแค่ออสเตรเลีย ไทย และอาเซียนบางประเทศ (ตลาดฉันเล็กไม่จำเป็นต้องพัฒนาเอง) ขณะที่อีซูซุ มองจากตลาดโลกก็เล็กมากๆเมื่อเทียบกับค่ายอื่น แต่มีตัวเลขขายรถในไทยระดับยักษ์ใหญ่ นับเฉพาะรถกระบะขายไทยระดับแสนคันต่อปี ยิ่งถ้านับเฉพาะรถกระบะ อีซูซุ ก็ยังมีตลาดส่งออกอย่างออสเตรเลียที่โตวันโตคืน บวกกับอีกหลายพื้นที่อย่างในตะวันออกกลาง จีน อาเซียน อังกฤษ เป็นต้น 

มองเฉพาะในประเทศไทย หากมาสด้าใช้โครงสร้างและเครื่องยนต์จากอีซูซุจริงตามที่เคยให้ข้อมูล คำถามใหญ่ที่มาสด้าจะต้องตอบก็คือ แล้วใครจะเลือกซื้อกระบะของคุณ หากใช้อะไหล่เครื่องยนต์และช่วงล่างร่วมกับอีซูซุ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มนี้ และมีบริการหลังการขายดีกว่า ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ และได้ชื่อว่าเป็นผู้พัฒนากระบะแฝดนี้มาตั้งแต่ต้น เพราะครั้งนี้ไม่เหมือนตอนจับมือกับฟอร์ด เพราะฟอร์ดก็ไม่ได้มีบริการหลังการขายที่ดีไปกว่ามาสด้า ปัจจัยหลักๆของคนเหลือก BT-50 Pro จึงอยู่ที่รูปทรง ราคา และโปรโมชั่นมากกว่า


ทำไมต้องเสี่ยงไปหาแบรนด์รอง ในเมื่อใช้เครื่องและโคงสร้างเหมือนกับเจ้าตลาด 

แน่นอนว่า ความแตกต่างแรกที่มาสด้าต้องทำ คืองานดีไซน์ภายนอก และภายในที่ต่างไปจาก Isuzu แบบชัดเจน พร้อมกับช่วงล่างที่ให้อารมณ์ต่างกัน และต้องไม่ลืมว่า แม้จะปรับช่วงล่างในต่างกันอย่างไร ของมันก็เปลี่ยนใส่กันได้ รวมถึงอะไหล่เครื่องยนต์ที่ใช้ร่วมกัน ตรงนี้จะเห็นผลชัดเจนเมื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ

ภาพประกอบ Mazda CX-9

ด่านแรกที่คนไทยจะเลือกใช้กระบะจากมาสด้าคือ ดีไซน์ ถ้ามาแบบสไตล์สปอร์ตเฉียบคม Kodo Design ที่ลงตัวสำหรับรถกระบะ รับรองคนไทยตาลุก แต่มันต้องบวกกับภายในที่แตกต่างและอ๊อฟชั่นที่เพรียบพร้อมด้วย เพราะช่วงล่างมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าอ๊อฟชั่นหน้าตารถไม่ว้าว!! คนขับ All New D-Max อาจจะแค่เบิกโช๊คของ All New BT-50 มาใส่ หรือวิ่งเข้าร้านช่วงล่างอัพเกรดโช๊คยกชุดก็ทำได้ เพราะคนไทยชอบความสบายใจอยู่แล้ว ทำไมต้องเสี่ยงไปหาแบรนด์รอง ในเมื่อใช้เครื่องและโครงสร้างเหมือนกับเจ้าตลาด นอกจากนี้ การจะยัดอ๊อฟชั่นในไทยให้มากกว่าเจ้าตลาด มันจะเป็นไปได้หรือ..? ในเมื่อเจ้าตลาดอย่างอีซูซุเขาพัฒนามาตั้งแต่ต้น และรถกระบะก็เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเขา ขณะที่กระบะของมาสด้าเป็นเพียงเซกเมนต์เสริมในตลาดบางประเทศเท่านั้น

โจทย์ความยาก จึงอยู่ที่มาสด้ามากกว่าอีซูซุ Mazda BT-50 รุ่นใหม่จะยังคงจมอยู่ท้ายตารางหรือไม่ สำหรับกระบะเจเนอร์เรชั่นใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในประเทศออสเตรเลีย ก่อนเข้าไทยประมาณปี 2021 ตามหลัง All New Isuzu D-Max ที่คาดว่าจะเปิดตัวในประเทศไทยปี 2020 และคู่แข่งที่ทั้ง D-Max และ BT-50 รุ่นใหม่จะต้องเจอ ก็ไม่ใช่อื่นไกล นั่นคืออดีตญาติที่ตัดขาดความสัมพันธ์ อย่าง All New Colorado และ All New Ranger ที่จะเปิดตัวในเวลาไกล้เคียงกัน