Thailand Web Stat Truehits.net

“คาร์ลอส กอส์น” จากผู้กอบกู้สู่ผู้ลี้ภัย

“ฉันไม่ได้หนีความผิด ฉันหนีความอยุติธรรม และการกลั่นแกล้งทางการเมือง”

นี่คือประโยคเด็ดเปิดหัวปี 2020 ของวงการยานยนต์โลกจาก (คาร์ลอส กอส์น) Carlos Ghosn อดีตประธานบริหารบริษัทเรโนลต์และนิสสัน หลังขึ้นเครื่องบินเจ็ทหนีออกจากการกักบริเวณในญี่ปุ่นเข้าเมืองเบรุต ประเทศเลบานอน

สื่อมวลชนหลายสำนักระบุในทิศทางเดียวกันว่า การหลบหนีบันลือโลกครั้งนี้ อาจได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลเลบานอน โดยคาร์ลอส กอส์น มีความสัมพันธ์กับประเทศเลบานอนเนื่องจาก เขาเกิดในประเทศบราซิล แต่พ่อแม่ของเขามาจากเลบานอน ในวัยเด็กเขาอาศัยอยู่ในเลบานอนก่อนจะเข้ารับการศึกษาในประเทศเทศฝรั่งเศส เขาจึงมีชื่อเป็นพลเมืองของทั้ง 3 ประเทศ คือ บราซิล, เลบานอน และฝรั่งเศส

อย่างที่รู้กันว่า ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมค่อนข้างสูง และส่งผลมาถึงวงการธุรกิจ

ในปี 1999 เรโนลต์ได้เข้าซื้อหุ้นนิสสันเพื่อพยุงการดำเนินกิจการของนิสสัน เนื่องจากเกิดสภาวะด้านศักยภาพทางการบริหารภายในองค์กร โดยนิสสันมีหนี้สินรวมดอกเบี้ยมหาศาลประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยตัวเลขขนาดนี้ เป็นเรื่องยากมากที่นิสสันจะกลับมา แต่คาร์ลอส กอส์น ก็ได้ประกาศแผนฟื้นฟูนิสสันในเดือนตุลาคมปี 1999 โดยรับประกันนโยบายดังกล่าวด้วยการประกาศลาออกหากไม่สามารถทำได้สำเร็จ จากนโยบายดังกล่าว คาร์ลอส กอส์นใช้เวลาเพียง 1 ปี ฉุดนิสสันขึ้นมาทำกำไรได้มากถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2000

หลังการออกมายอมรับด้วยตัวเองของมิตซูบิชิ ว่าบริษัทได้โกงค่าไอเสียมลพิษในรถยนต์ที่ผลิตจำหน่าย ส่งผลให้ราคาหุ้นของมิตซูบิชิตกฮวบทันที เพียงไม่กี่วันต่อจากนั้นในปี 2016 นิสสันก็ประกาศซื้อหุ้นจำนวน 34% ของมิตซูบิชิ (เราวิเคราะห์ได้ นี่เป็นแผนการของมิตซูบิชิที่ทำให้นิสสันเข้าซื้อหุ้นได้ง่ายขึ้นเพื่อฟื้นฟูบริษัท โดยมีคาร์ลอส กอส์น เป็นบุคคลสำคัญในครั้งนี้) ไม่นานนักทั้ง 3 บริษัทก็ได้ประกาศเป็นกลุ่มองค์กรพันธมิตรเรโนลต์-นิสสัน-มิตซูบิชิ มีเครือข่ายธุรกิจยานยนต์ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลกทันที

จากข้อมูลคร่าวๆที่เล่ามาจนถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ก็พอบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นชาตินิยมของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี นี่อาจจะเป็นเกมส์โยนของเล่นที่พังแล้วให้เพื่อนซ่อมแล้วยึดคืนก็เป็นได้ใช่ไหมครับ

ความเป็นชาตินิยมของญี่ปุ่น ยังมีให้เห็นชัดในวงการยานยนต์โลก อย่างในกรณีของฟอร์ดกับมาสด้า ครั้งหนึ่งมาสด้าก็ประสบปัญหาทางธุรกิจ จนฟอร์ดได้เข้ามาซื้อหุ้นจนมีสิทธิเข้าควบคุมกิจกรรม แต่หลังจากฟอร์ดประสบปัญหาในยุคพิษเศรษฐกิจ “แฮมเบอร์เกอร์” ฟอร์ดก็จำต้องปล่อยหุ้นของมาสด้าออกมา จนฝ่ายบริหารของมาสด้ากลับมามีอำนาจในการบริหารบริษัทของตัวเองอีกครั้ง พร้อมๆกับโครงการพัฒนาเครื่องยนต์และแพลตฟอร์ม Sky-Activ ใกล้จะเสร็จสิ้น หลังจากที่มาสด้าต้องใช้แพลตฟอร์มร่วมกับรถยนต์ฟอร์ดหลายโมเดลในช่วงที่ฟอร์ดเข้าควบคุมกิจการ เมื่อโครงการ Sky-Activ เสร็จสมบูรณ์และอำนาจบริหารของฟอร์ดไม่มีในมาสด้า ส่งผลให้การร่วมมือพัฒนารถยนต์รุ่นต่างๆยุติสะบั่นลง

อาจจะเป็นบทความที่ยาวสักหน่อย แต่นี่คือเหตุการณ์ที่พอจะบอกเราได้ ถึงความเป็นชาตินิยมของญีปุ่น ดังเช่นคำกล่าวในทางธุกิจที่ว่า “ญี่ปุ่นไม่ฆ่ากัน”

บทความโดย: ตระกูล ลินทมิตร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *