EN / TH

รถยนต์ไฟฟ้า BEV เหมาะกับใคร?

15 กันยายน 2569

NIO FRIEFLY น่าซื้อเพราะว่า..ชอบดีไซน์ ความแตกต่าง คล่องตัวขนาดกำลังดี

14 กันยายน 2569

มาเลเซียเข้มกำแพงภาษีบีบรถนำเข้า BYDเร่งประกอบในประเทศ

14 กันยายน 2569

CHERY GROUP ดันพลัง REEV เป็นทางเลือกให้คนไทยในอนาคต

14 กันยายน 2569

GWM เปิดแพ็กเกจขยายการรับประกันแบตเตอรี่ ORA5 EV เป็น 10 ปี หรือ 220,000 กม. เริ่มต้น 6,500 บาท

14 กันยายน 2569

เจาะลึก REEV ขุมพลังทางเลือกใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ดีไหม เหมาะกับใคร?

14 กันยายน 2569

โปรลับ Toyota bZ4X รถยนต์ไฟฟ้าแห่งความมั่นใจ “ซื้อก็สบาย ใช้ก็สบาย” พบข้อเสนอพิเศษ ดอก 0% ผ่อนเริ่ม 13,652 บาท/เดือน

11 กันยายน 2569

รถยนต์สัญชาติสเปนตัวถัง Nissan ผลิตในจีนมีรุ่น LPG ด้วย ภายในใหม่หมดดูล้ำกว่า Terra

11 กันยายน 2569

Bronco Basecamp ผลิตจีนส่งขายออสเตรเลียนิวซีแลนด์ พลัง Range-extended

11 กันยายน 2569

Hyundai new STARIA Hybrid ไฮบริดที่รอคอย ภายในใหม่ หรูพรีเมี่ยมอีกระดับ ครั้งแรกกับ Hyundai Bluelink และ e-Motion Drive

9 กันยายน 2569

Audi A2 e-tron ไฟฟ้าน้องเล็กวิ่งได้ 400 ไมล์ หรือ 644 กม.

9 กันยายน 2569

CP Foton x SPARK EV ขยายระบบนิเวศสถานีชาร์จรถเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย เตรียมเปิดสถานีชาร์จเพื่อภาคขนส่งกว่า 50 แห่ง

7 กันยายน 2569

ไม่พบข้อมูล

กลับไปหน้า รถยนต์

รถยนต์ไฟฟ้า BEV เหมาะกับใคร?

15 กันยายน 2569| จำนวนผู้เข้าชม 43

รถยนต์ไฟฟ้า BEV เหมาะกับใคร? เป็นคำถามที่มีได้หลายคำตอบ! แต่ว่าแต่คำตอบจะตรงใจหรือตรงกับความต้องการใช้งานของแต่ละคนหรือไม่ และเป็นที่ทราบกันว่ารถยนต์ประเภทนี้ "ไม่ใช่" รถยนต์ที่จะมาแทนที่พลังงานอื่น ๆ แต่อย่างใด มันเป็นเพียงแค่ "ทางเลือก" ของของต้องแต่ละคนเท่านั้น 

 

เชื่อว่าปัจจุบันในประเทศไทยนั้นมีผู้สนใจและเปิดใจในการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าเกินกว่า 50% ของคนที่คิดจะซื้อรถยนต์ประเภทนี้ อีกส่วนที่เหลืออาจเพราะไม่มีคึวามจำเป็นต้องใช้ และไม่สะดวกในการใช้งานจริง ๆ หรือยังหลงไหลในความเป็นเครื่องยนต์สันดาปและยังมีคนต้องการใช้รถยนต์ประเภทไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดอีกไม่น้อย 

 

 

 

BEV รถยนต์ไฟฟ้าผู้ใช้ต้องปรับตัวเยอะมาก

รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อน ไม่ว่าจะมีกี่มอเตอรี่ก็ตาม และแบตฯ แรงดันสูง (ที่เค้าเรียกกันว่าแบตฯ ลูกใหญ่) จะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมีการเสียบชาร์จไฟกลับเข้าไปเก็บเหมือนกัน ต่างแค่ระบบอัดประจุไฟหรือระบบรองรับความเร็วในการชาร์จว่ารุ่นไหนชาร์จ AC ได้มากน้อยเพียงใด โดยปัจจุบันสูงสุด 11 kW ตู้ชาร์จติดตั้งที่บ้าน ส่วนสถานีตู้ชาร์จแล้วแต่ผู้ผลิต ส่วนระบบชาร์จ DC อาจรองรับได้ทะลุ 300 - 400 kW ไปแล้ว แต่ก็ต้องหาตู้ชาร์จที่จ่ายไฟไหว และราคาต่อหน่วยก็สูงตามไปด้วย 

  

เมื่อใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าไปจนระดับแบตฯ ลดลงมาราว ๆ 30 - 40% ควรเตรียมหาที่ชาร์จ หรือใครที่มีตู้ชาร์จติดตั้งที่บ้านพัก ก็จำเป็นจะต้องคำนวนและกะระยะทางที่ใช้งานในแต่ละครั้งได้ว่าไป-กลับเมื่อถึงบ้านไฟพอหรือไม่ โดยไม่ต้องไปจองหรือรอชาร์จตามสถานีต่าง ๆ นับเป็นหนึ่งในเรื่องของการต้องปรับตัว และทุกครั้งที่ขับรถยนต์ไฟฟ้าออกจากบ้าน สิ่งที่ต้องคำนึงหรือบางคน (ตัวผมเอง) อาจเรียกว่า "พะวง" คือ

  • ขับไปไกลแค่ไหน?

  • ไฟที่มีอยู่พอไหม?

  • เมื่อชาร์จหรือยัง?

  • ชาร์จไฟเข้าไหม?

  • ไฟเต็มจริงหรือเปล่า? 

  • เมื่อคืนชาร์จแล้วระบบตัดหรือเปล่า?

  • ไปตั้งค่าหยุดชาร์จหรือตั้งเวลาผิดไหม?

  • ถ้าวิ่งไกลกว่าระยะของรถจะไปแวะชาร์จได้ที่ไหน?

  • คนเยอะ คิวยาว?

  • ฯลฯ 

 

สิ่งเหลานี้ผมมั่นใจว่าคนใช้รถยนต์ไฟฟ้าช่วงแรก ๆ ต้องเป็นแน่ ๆ ไม่มากก็น้อยครับ แต่เมื่อใช้งานไปสักพักจะเริ่มชินและเข้าใจถึงวิธีการใช้งานให้เหมาะสมและตรงกับลักษณะของการใช้ในชีวิตประจำวันของตนได้เอง โดยทั้งหมดนี้จะกลายเป็น "ความเคยชิน" และความกังวลจะลดลง 

 

การเตรียมความพร้อมก่อนใช้รถยนต์ไฟฟ้า

 

เมื่อคุณได้เลือกรถยนต์ไฟฟ้าตรงสเปคและการใช้งานที่ต้องการแล้ว เมื่อจองรถแล้ว จะต้องดำเนินการเรื่องอื่น ๆ อีกอย่างเช่น ตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าบ้านว่ารองรับการใช้ไฟฟ้าเพื่อชาร์จหรือไม่

  • ถ้าบ้านคุณใช้มิเตอร์ขนาด 1 เฟส 30(100)A ใช้ได้เลย เหมาะสำหรับบ้านทั่วไปที่ติดตั้งเครื่องชาร์จขนาดไม่ควรเกิน 7.4 kW ส่วนบ้านไหนเป็น 3 เฟส 15(45)A หรือ 30(100)A ยิ่งเหมาะสามารถรองรับการชาร์จกำลังไฟสูง ขนาด 11 kW หรือ 22 kW ทำให้จ่ายไฟได้เสถียรและปลอดภัยกว่าเมื่อเปิดแอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายตัว

 

 

 

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก e-Volt.th บอกไว้ว่า

ให้ดูกำลังไฟของ Onboard Charger ตามรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในบ้านเรา สามารถแบ่งตามตัว Onboard Charger ของรถยนต์ EV ที่สามารถรองรับกำลังไฟได้ทั้งหมด 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ

กำลังไฟ 6kW เช่น MG ZS, Ora Good Cat และ BYD ATTO 3
กำลังไฟ 11kWเช่น Volvo XC40, BMW iX3, Tesla Model 3 และ Y
กำลังไฟ 22kW ซึ่งถือว่าสูงสุดในตอนนี้ นั่นก็คือ Porsche Taycan

 

 


ติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ใช้มิเตอร์แบบไหนดี


หลังจากที่เรารู้แล้วว่ารถยนต์ที่ใช้รองรับกำลังไฟได้เท่าไหร่บ้าง ก็จะทำให้รู้ว่าควรจะติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าแบบไหน เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานมากที่สุด ซึ่งถ้าหากรถยนต์รองรับกำลังไฟอยู่ที่ 6kW ก็เท่ากับว่าใช้มิเตอร์ไฟ 1-Phase 30(100) ก็ถือว่าเพียงพอ เพราะต่อให้ติดตั้ง Wall Charger ที่มากกว่านี้ แต่สุดท้ายรถยนต์ EV ก็สามารถรองรับกำลังไฟได้ตามสเปกเท่านั้น แต่หากเป็นรถไฟฟ้าที่สามารถรองรับกระแสได้ถึง 11kW นั่นหมายความว่า ผู้ใช้รถที่ต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จะต้องเปลี่ยนไปใช้มิเตอร์ไฟ 3-Phase 30(100) แทน เพื่อให้การชาร์จไฟมีประสิทธิภาพตามสเปกของรถไฟฟ้านั่นเอง

 

ก่อนจะเลือกมิเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถรองรับการติดตั้ง EV Charger ได้นั้น สิ่งที่ควรสังเกตเป็นอันดับแรก ๆ คือ “Phase” หรือ “Type” ที่จะบอกได้ว่ากำลังการจ่ายไฟสามารถจ่ายได้เท่าไหร่ ซึ่งขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าที่ทางการไฟฟ้าฯ แนะนำก็คือ

 

Single-Phase 30(100)A หรือ 3-Phase 15(45)A ก็ถือว่าเพียงพอ โดยขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวน EV Charger ที่ติดตั้งด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น ให้ลองดูก่อนว่ามิเตอร์ไฟที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีขนาดเท่าไหร่ หากเป็นบ้านทั่วไปที่สร้างมานานแล้วที่ใช้มิเตอร์ Single-Phase 5(15)A หรือ Single-Phase 15(45)A ก็ถือว่ากำลังไฟไม่เพียงพอต่อการใช้รถไฟฟ้า ดังนั้น หากต้องการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ก็ต้องทำการแจ้งขอเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าก่อน 

 

การขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า PEA และ MEA สำหรับติดตั้ง EV Charger

การขอเปลี่ยนขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จะใช้หลักการเหมือน ๆ กันคือ การเตรียมเอกสารเพื่อประกอบการยื่นขอมิเตอร์ใหม่

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้านที่ต้องการขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า
  • เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า (หากไม่ใช่เจ้าของบ้านต้องมีหนังสือยินยอม)
  • บิลค่าไฟฟ้า (ประมาณ 3 – 4 เดือนย้อนหลัง)
  • ข้อมูลหรือสเปกของรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้
  • ใบมอบอำนาจหรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบ กรณีที่เจ้าบ้านไม่ได้ดำเนินการด้วยตัวเอง

 

มิเตอร์ไฟ TOU ดีไหม?

ก่อนติดตั้งต้องเข้าใจก่อนว่า มิเตอร์ชนิดนี้จะมีวิธีการคิดค่าไฟ 2 แบบ คือ On Peak และ Off Peak ซึ่งค่าไฟของแต่ละแบบจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • โดยการชาร์จในช่วง On Peak จะเป็นการชาร์จรถไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง นั่นก็คือช่วงเวลา 09.00 – 22.00 น. ของวันจันทร์ - ศุกร์ โดยอัตราค่าไฟจะอยู่ที่ หน่วยละ 5.7982 บาท

 

  • ในขณะที่ช่วงเวลา Off Peak จะมีช่วงเวลา 22.00 - 09.00 ของวันจันทร์ - ศุกร์ และ 00.00 - 24.00 น. ของวันเสาร์ - อาทิตย์ โดยค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่หน่วยละ 2.6369 บาท

  

หากชาร์จไฟในเวลา Off Peak ช่วยประหยัดมาก แต่อย่าลืมเช็คก่อนนะครับว่าที่พักอาศัยของคุณมีการใช้งานไฟฟ้าตอนกลางวันมากน้อยเพียงใด ถ้าใช้ไฟในเวลากลางวันมาก ๆ "TOU อาจไม่เหมาะสม" เพราะค่าไฟจะแพงกว่า แต่ถ้าไม่ค่อยใช้ไฟช่วงกลางวันก็น่าติดตั้งมิเตอร์ TOU ได้คุ้มค่ากว่า ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถติดแยกมิเตอร์เพิ่มเฉพาะชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้แล้ว "1 บ้านเลขที่ต่อ 1 มิเตอร์เท่านั้น" 

 

 

 

 

แล้วรถยนต์ไฟฟ้า BEV เหมาะกับใคร? 

 

ใช้รถทุกวัน เป็นเส้นทางประจำ และสามารถขับขี่ไปกลับบ้านที่ทำงานหรือจุดหมายปลายทางได้โดยไม่ต้องแวะชาร์จ ใช้งานเฉลี่ยวันละไม่เกิน 100 กม. หรือ อาจจะไม่เกินระยะขับได้ของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนั้น ๆ ที่คุณจะซื้อ และ ไม่ควรเป็นรถคันแรกและคันเดียวของครอบครัว เพราะไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ซื้อมานั้น จะไม่มีอาการหรือระบบซอฟต์แววร์รวน จนขับต่อไม่ได้ หรือจำเป็นต้องเดินทางต่างจังหวัดเป็นประจำ ควรเป็นคันที่ 2 ของบ้าน แต่ถ้าใครรับได้ในจุดนี้จะซื้อมาเป็นรถคันแรกคันเดียวได้เช่นกันครับ นอกจากนี้ศูนย์บริการต้องมีอยู่ใกล้ ๆ และสะดวกในการเดินทาง ยิ่งมีมากกว่า 1 แห่งในโซนเดียวกันยิ่งอุ่นใจกว่า  

 

รถยนต์ไฟฟ้ามีข้อจำกัดเรื่องระยะทางวิ่ง ดังนั้นสิ่งแรกเลยคุณต้องรู้ตัวเองก่อนว่า ลักษณะการใช้งาน ระยะทางที่ใช้ต่อวัน หรือมีการเดินทางไกลมากน้อยแค่ไหน และคุณพร้อมที่จะปรับตัวในการใช้งานหรือไม่ สิ่งที่ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่เคยใช้รถยนต์สันดาปปกติ อย่างเช่น 

 

  • โหลดแอปพลเคชั่นผู้ให้บริการสถานีชาร์จต่าง ๆ รองรับการเดินทางหรือในช่วงที่ยังรอการติดตั้งตู้ชาร์จในที่พักอาศัย ยิ่งมากยิ่งปลอดภัย

 

  • เสียบสายชาร์จเอง ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่สถานีชาร์จ ไม่เหมือนรถน้ำมันที่จอดข้างตู้มีพนักงานเติมให้ รถไฟฟ้าต้องทำเองทุกขั้นตอน แต่ชาร์จจบแล้วอย่าลืมเคลื่อนรถออกด้วยนะครับ ไม่งั้นต้องฝึกศิลปป้องกันเพิ่มอีกสกิล

 

  • รู้ระยะทางที่แน่นอนในการใช้ประจำวัน ใช้งานไปกลับบ้านที่ทำงานเป็นประจำ มีออกนอกลู่นอกทางบ้างแต่ก็ไม่เกินรัศมีของระยะขับขี่รถยนต์รุ่นนั้น แถมส่วนมากจะมีแอปพลิเคชั่นเช็คตำแหน่งนะครับ (อุ้ยลืมไปพ่อบ้านอาจไม่ถูกใจ)

 

  • ใช้รถทุกวัน ใช้มากยิ่งคุ้ม ยิ่งขับบ่อยยิ่งคุ้มค่า เพราะมูลค่ารถยนต์ไฟฟ้าตกลงเร็วมาก การใช้งานเยอะๆ นับเป็ยความคุ้มค่าอีกรูปแบบนึง ส่วนใครซื้อมาจอดนิ่งนาน ๆ ขับที ไม่แนะนำให้ซื้อมาใช้ นอกจากต้องการเทคโนโลยี ฟังก์ชั่นและความแรงขับสนุก

 

  • ปรับน้ำหนักเท้าในการใช้คันเร่งและเบรกใหม่ เพราะรถมีระบบหน่วย ที่ตั้งค่ามากน้อยได้ ต้องขับให้คุ้นเคย และแป้นเบรกมักจะไม่ค่อยธรรมชาติดหมอนรถสันดาปที่คุ้นเคย ส่วนมากจะมีอาการ "เบรกจิก" "หัวทิ่ม" ต้องปรับน้ำหนักให้คุ้นเคยด้วย 

 

  • จอดรอรับผู้โดยสาร ลูกค้า ลูก ๆ หลาย ๆ ผู้สูงอายุที่ต้องนั่งรอในรถเวลาไปจอดแวะตามที่ต่าง ๆ หรือนั่งกินข้าว ทำงาน ประชุม เปิดระบบแอร์ในรถได้

 

 

 

การบำรุงรักษา 

รถยนต์ไฟฟ้ามีอุปกรณ์และชิ้นส่วนต่าง ๆ น้อยกว่ารถยนต์สันดาปเกินครึ่ง เช่นระบบเครื่องยนต์ชุดเกียร์ มีเพียงชุดมอเตอร์ไฟฟ้า ชุดแปลงสัญญาไฟฟ้าจากแบตฯ หรือ ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter / Power Electronics) ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อส่งไปมอเตอร์ไฟฟ้า และทำหน้าที่ควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบส่งกำลัง แบตเตอรี่แรงดันสูง On-Board Charger แปลงไฟ AC จากแท่นชาร์จที่บ้านให้เป็นไฟ DC เข้าแบตเตอรี่ DC/DC Converter: แปลงแรงดันไฟสูงจากแบตเตอรี่หลักให้เป็นไฟแรงดันต่ำ (12V) เพื่อใช้กับระบบไฟส่องสว่าง แอร์ และหน้าจอดิจิทัลในรถ  

 

หลัก ๆ ที่ต้องเช็คระยะเป็นประจำคือ ระบบซอฟ์ทแววร์ ระบบ SOH (State of Health) - สุขภาพหรือความเสื่อมของแบตเตอรี่ เมื่อผ่านการใช้งานไปหลาย ๆ ปี แบตเตอรี่จะเกิดการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้ค่า SOH ค่อย ๆ ลดลง (เช่น เหลือ 85%) เช่น รถใหม่ แบตเตอรี่จุไฟได้ 100 kWh (SOH = 100%) เมื่อเวลาผ่านไป SOH เหลือ 80% หมายความว่า ต่อให้คุณชาร์จไฟจนเต็ม (SOC = 100%) แบตเตอรี่ก้อนนี้ก็จะเก็บไฟได้สูงสุดแค่ 80 kWh เท่านั้น ส่งผลให้ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งลดลงตามไปด้วย

 

ปัญหาที่พบบ่อยใน BEV 

 

ระบบปฏิบัติการ หรือ "ซอฟต์แววร์ รวม ค้าง ดับ หรือบางครั้งเซ็นเซอร์ต่าง ๆ อาจตรวจจับผิดพลาดทำให้ไม่สามารถขับได้ หรือ ไฟจากแบตฯ 12V อ่อนหรือหมดทั้งที่ใช้มาไม่ถึงปี ซึ่งระบบรถยนต์ไฟฟ้ามีการใช้กระแส 12V ไปเลี้ยงไว้เยอะกว่ารถสมัยไม่มีหน้าจอ เอาแค่จอมาตวัดคนขับและจอกลางก็ใช้ไฟพอสมควรแล้ว ทำให้หมดไวกว่ารถทั่วไป และปัญหาที่เกินควบคุมคือ ตัวแบตฯ ที่อยู่ดี ๆ ก็อาจเกินเสียหาย ปะทุ เกิดประกายไฟและไปถึงขั้นไฟไหม้ก็มี แต่อย่าพึ่งตกใจนะครับ เหตุที่เกิดจากแบตฯ​นั้น มีหลายปัจจัยมาก ๆ เอาเป็นว่าเลือกแบรนด์รถที่ประวัติเกิดเหตุน้อยหรือไม่เคยเกิดน่าจะปลอดภัยที่สุด 

 

 

 

 

อีกปัญหาคือ ชาร์จไฟไม่เข้า หรือดึงหัวชาร์จไม่ออก* อาการนี่พบบ่อยมาก อาจเกิดจากการเริ่มใช้บริการตู้ชาร์จครั้งแรก รถจะมีการส่งข้อมูลหากันระหว่างหัวชาร์จและตู้ชาร์จ บางครั้ง "ระบบรวน" (อีกแล้ว) ทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องพึ่ง Call Center เพื่อลิงค์ข้อมูลใหม่ ส่วนเรื่องการดึงหัวชาร์จไม่ออกก็ "รวน" จากระบบของรถยนต์ หรืออาจจะเกิดในกรณีที่กำลังดึงหัวชาร์จออกก่อนที่ตัวสลักล็อกปลดออก ทำให้เขี้ยวและช่องที่ล็อคติดขัดแน่น วิธีแก้เบื้องต้นให้ดึงสลักฉุกเฉิน (ลวดสลิง) ซ่อนไว้ใกล้ ๆ กับจุดหัวเสียบชาร์จรถยนต์ (โปรดอ่านคู่มือแต่ละรุ่น) พร้อมกับขยับหัวชาร์จเข้าออกเบา ๆ ช้า ๆ ให้สัลกค่อย ๆ คลายออก แต่ถ้ายังปลดไม่ได้.......โทรหาศูนย์เลยครับบบบบ 

(*อาการนี้อาจเกิดได้อีกหลายสาเหตุ)

 

 

 

หากแบตฯ แรงดันสูงเสื่อมหรือมีค่า SOH ต่ำกว่ามาตรฐานหรือค่าของรถยนต์แต่ละรุ่นกำหนด หากอยู่ในระยะประกันและไม่ผิดเงื่อนไข บริษัทรถยนต์จะต้องทำการเปลี่ยนให้ใหม่ แต่ความจริงแล้วความเสื่อมสภาพของแบตฯ แรงดันสูงนั้น ยาวนานเกิน 5 - 8 ปี ขึ้นไป แต่ก็มีบางคันมีปัญาหาคุณภาพการผลิตของแบตฯ ก็อาจจะต่ำกว่ามาตรฐานก็เป็นไปได้ 

 

ระบบของเหลวต่าง ๆ เช่น น้ำหม้อน้ำระบายความระบบไฟฟ้าทั้งหมด ของเหลวหรือน้ำมันเฟืองท้ายหรือเกียร์ ระบบปรับอากาศใส้กรองระบบปรับอากาศ ตรวจสอบคุณภาพของแบตเตอรี่ 12V (ลูกเล็ก) นอกเหนือจากนี้ก็เป็นปัญหาจากการใช้งานทั่วไป  เช่น เสียงที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่ หรือ ตกหลุม เสียงเบรกดัง ยางสึกหรอไม่เท่ากัน 

 

รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีการรับประกันระบบมอเตอร์ไฟฟ้าชุดขับเคลื่อนและแบตเตอรี่แรงดันสูงติดมาด้วยแล้วแต่รุ่นรถอาจจะ 8 - 10 ปี 120,000 - 150,000 กม. และบางค่ายรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ไม่จำกัดระยะทาง (แต่อาจมีเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติม) 

 

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้ามักเป็นรถจากประเทศจีน เรื่องความอุ่นใจเชื้อถือนั้นต้องเลือกแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทยยาวนานและบริษัทหลักในประเทศนั้นยังคงมีกำไรหรือมีความมั่นใคงที่ดี การบริการหลังการขาย อะไหล่ การตรวจเช็คต่าง ๆ อาจชำนาญและระยะเวลารอคอยในการซ่อมบำรุงแตกต่างกันด้วย 

 

ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าจะไม่สูงนัก บางรุ่นมีบริการฟรี 10 ครั้งหรือฟรีค่าแรง ค่าใช้จ่ายแต่ละรอบเช็คระยะจึงไม่แพง เมื่อนำมาคำนวนกับราคา ค่าไฟในการใช้แต่ละวันกลายคนบอกว่าคุ้มและประหยัดมากกว่ารถยนต์สันดาป ส่วนเรื่องระยะยาวหลายรุ่นก็มีตัวอย่างให้เห็นว่า สามารถดูแลรักษาได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก แต่บางรุ่นนั้นแม้จะเป็นรุ่นใหม่พัฒนาต่อยอดจากรุ่นเดิมมาแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ดี 

 

ข้อสุดท้ายนี้จึงขอเน้นย้ำว่า "ต้องเข้าใจและทำใจยอมรับในกรณีเกิดเหตุต่าง ๆ" และการบริการหลังการขายของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหรือแบรนด์ที่คุณใช้อาจยังดำเนินการแก้ไขไม่รวดเร็วทันใจมากพอ เรื่องของความมั่นใจ เชือ่ใจนั้น สร้างไม่ได้ง่าย ๆ ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ 

 

รถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่เหมาะกับทุกคน แต่คนที่จำเป็นหรือต้องการใช้งาน ต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้งานพร้อมกับยอมรับความเสี่ยงที่อาจตามมาจากหลายสาเหตุ หลายปัจจัยได้ แต่ถ้าเป็นรถยนตใหม่ ๆ ยังไม่พ้นรันอินหรือใช้งานปกติไม่เกิน 2 ปี แล้วเกิดปัญหาจากระบบหรือการผลิต ควรต้องได้รับการแก้อย่างเหมาะสมทันท่วงที

 

บทความ : สินธนุ จำปีศรี  

 

 

 


แชร์บทความนี้


ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

CHERY GROUP ดันพลัง REEV เป็นทางเลือกให้คนไทยในอนาคต

14 กันยายน 2569

GWM เปิดแพ็กเกจขยายการรับประกันแบตเตอรี่ ORA5 EV เป็น 10 ปี หรือ 220,000 กม. เริ่มต้น 6,500 บาท

14 กันยายน 2569

โปรลับ Toyota bZ4X รถยนต์ไฟฟ้าแห่งความมั่นใจ “ซื้อก็สบาย ใช้ก็สบาย” พบข้อเสนอพิเศษ ดอก 0% ผ่อนเริ่ม 13,652 บาท/เดือน

11 กันยายน 2569

รถยนต์สัญชาติสเปนตัวถัง Nissan ผลิตในจีนมีรุ่น LPG ด้วย ภายในใหม่หมดดูล้ำกว่า Terra

11 กันยายน 2569

Bronco Basecamp ผลิตจีนส่งขายออสเตรเลียนิวซีแลนด์ พลัง Range-extended

11 กันยายน 2569

Hyundai new STARIA Hybrid ไฮบริดที่รอคอย ภายในใหม่ หรูพรีเมี่ยมอีกระดับ ครั้งแรกกับ Hyundai Bluelink และ e-Motion Drive

9 กันยายน 2569

Audi A2 e-tron ไฟฟ้าน้องเล็กวิ่งได้ 400 ไมล์ หรือ 644 กม.

9 กันยายน 2569

CP Foton x SPARK EV ขยายระบบนิเวศสถานีชาร์จรถเพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย เตรียมเปิดสถานีชาร์จเพื่อภาคขนส่งกว่า 50 แห่ง

7 กันยายน 2569

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ