Honda Motor เตรียมระงับแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในแคนาดาแบบไม่มีกำหนด หลังความต้องการ EV ในสหรัฐฯ ชะลอตัวลง ส่งผลให้บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฮบริดในกลยุทธ์ตลาดอเมริกาเหนือมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ฮอนด้าได้ตัดสินใจเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้เลื่อนการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและโรงงานแบตเตอรี่ในรัฐออนแทรีโอออกไปอีก 2 ปี โดยโครงการดังกล่าวถูกประกาศครั้งแรกในเดือนเมษายน 2024 และเดิมมีแผนเริ่มดำเนินงานเร็วที่สุดภายในปี 2028
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินว่าสภาพตลาด EV ไม่น่าจะฟื้นตัวในระยะสั้น ฮอนด้าจึงตัดสินใจ “ระงับโครงการแบบไม่มีกำหนด” และเริ่มหารือกับรัฐบาลแคนาดา โดยการยกเลิกโครงการทั้งหมดก็ยังเป็นหนึ่งในทางเลือก ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาเหนือ
เดิมที ฮอนด้าวางแผนลงทุนรวมราว 15,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 354,000 ล้านบาท) สำหรับโรงงาน EV ที่มีกำลังการผลิต 240,000 คันต่อปี รวมถึงโรงงานแบตเตอรี่ โดยบริษัทได้เข้าซื้อที่ดินไว้แล้ว และเตรียมได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลแคนาดา
โครงการนี้มีเป้าหมายใช้ประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act ที่ประกาศใช้ในปี 2022 สมัยอดีตประธานาธิบดี Joe Biden แต่สิทธิประโยชน์ดังกล่าวถูกยกเลิกในเดือนกันยายนภายใต้รัฐบาลของ Donald Trump ส่งผลให้ราคารถ EV หลายรุ่น รวมถึง Tesla รุ่นหลัก ปรับเพิ่มขึ้นราว 20%
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ผ่อนปรนข้อกำหนดด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยของผู้ผลิตรถยนต์ในเดือนธันวาคม ทำให้ค่ายรถสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องผลิต EV จำนวนมาก ขณะเดียวกัน การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาที่ยังไร้ข้อสรุป ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาด
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา (ตุลาคม-ธันวาคม) ลดลงถึง 36% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในทางกลับกัน รถยนต์ไฮบริดกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสัดส่วนยอดขายรถใหม่สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 19% เพิ่มขึ้นจาก 11% ในปีก่อนหน้า
ฮอนด้ามีแผนยุติการผลิต Prologue EV ซึ่งพัฒนาร่วมกับ General Motors เร็วที่สุดภายในครึ่งหลังของปีนี้ และจะยุติการจำหน่ายเมื่อสต๊อกสินค้าหมดลง หลังจากเปิดตัวในปี 2024 แต่ต้องอัดแคมเปญส่งเสริมการขายจำนวนมากให้ดีลเลอร์ โดยเมื่อรุ่นดังกล่าวยุติการขาย จะทำให้ไลน์อัปรถยนต์ในสหรัฐฯ ของฮอนด้าไม่มีรถ EV เหลืออยู่ชั่วคราว
เมื่อปีที่ผ่านมา ฮอนด้ายังได้ยุติการผลิต Acura ZDX EV และในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ยกเลิกการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งรวมถึงรถจากซีรีส์เรือธง “0 Series” จำนวน 2 รุ่น โดยคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับกลยุทธ์ EV สูงถึง 2.5 ล้านล้านเยน (ประมาณ 513,000 ล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2026
ฮอนด้ายังเตรียมลดงบลงทุนด้านระบบไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ทั่วโลกภายในปี 2030 จากเดิม 7 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) พร้อมปรับกลยุทธ์อเมริกาเหนือใหม่ โดยมุ่งเน้นรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น
ปัจจุบัน ฮอนด้ายังคงสามารถผลิต EV ในอเมริกาเหนือได้ที่โรงงานในรัฐโอไฮโอ ซึ่งบริษัทลงทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 32,000 ล้าน) จนถึงปี 2025 เพื่อปรับสายการผลิตให้รองรับทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด และ EV บนสายการผลิตเดียวกัน แต่หลังการชะลอพัฒนา EV รุ่นหลัก สายการผลิตเหล่านี้จะถูกใช้กับรถเครื่องยนต์และไฮบริดแทน
ขณะเดียวกัน โรงงานแบตเตอรี่ในโอไฮโอที่สร้างร่วมกับ LG Energy Solution จากเกาหลีใต้ ซึ่งเดิมวางไว้สำหรับ EV ของฮอนด้า จะถูกปรับให้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถไฮบริดและระบบกักเก็บพลังงานแทน โดยฮอนด้าเตรียมเข้าซื้ออาคารและทรัพย์สินต่างๆ จากบริษัทร่วมทุน และจะสามารถสลับสายการผลิตระหว่างแบตเตอรี่ EV และไฮบริดตามทิศทางนโยบายในอนาคต
ยอดขายทั่วโลกของฮอนด้าเมื่อปีที่ผ่านมา ลดลง 8% เหลือ 3.52 ล้านคัน โดยตลาดจีนมียอดขายลดลงถึง 60% จากจุดสูงสุดในปี 2020 เนื่องจากแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตท้องถิ่นได้ยาก ขณะที่อเมริกาเหนือยังคงสร้างยอดขายมากกว่า 40% ของบริษัท จากความต้องการรถเครื่องยนต์และไฮบริดที่ยังแข็งแกร่ง
ผู้ผลิตรายอื่นในอเมริกาเหนือก็เผชิญแรงกดดันจากตลาด EV เช่นกัน โดย Nissan ประกาศยกเลิกแผนผลิตรถ EV สองรุ่นในรัฐมิสซิสซิปปี ขณะที่ GM, Ford และ Stellantis ต่างชะลอพัฒนา EV หรือบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่ามูลค่าการลงทุนจำนวนมาก
ฮอนด้ามีกำหนดจัดงานแถลงแผนธุรกิจภายในเดือนนี้ ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมการปรับกลยุทธ์ตลาดอเมริกาเหนือ แนวทางหยุดการขาดทุนในจีน และแผนขยายธุรกิจในอินเดีย
ที่มา: NIKKEI ASIA