Ford Ranger Super Duty จะทำตลาดในประเทศไทย 2 รุ่นย่อย ได้แก่
-
รุ่น Single Cab Chassis
-
รุ่น Double Cab
Ford Ranger Duty มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 3.0 ลิตร V6 Power Stroke แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะที่มีการปรับจูนใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ 4A พร้อมโหมด 4H และ 4L
สิ่งที่ Ranger Super Duty แตกต่างจาก Ranger รุ่นปกติ
-
รองรับการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม
-
น้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุก (GVM) สูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม
-
น้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุกและลากจูง (GCM) สูงสุดถึง 8,000 กิโลกรัม
-
ปีกนกความหนากว่าเดิม มีความแข็งแรงและออกแบบมาเพื่อบรรทุกหนัก
-
จุดยึดสปริงและปีกนกล่างปรับให้ยกสูง เพื่อป้องกันการกระแทกเมื่อใช้งานออฟโรด
-
เพลาขับหน้า และหลังที่พัฒนาใหม่ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักได้มากขึ้น
-
เฟืองท้ายแบบใหม่ ซึ่งเป็นเฟืองท้ายที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดที่เคยติดตั้งในฟอร์ด เรนเจอร์ ตั้งแต่เคยผลิตมา
-
โครงสร้างได้รับการอัปเกรดใหม่ แข็งแรงขึ้น มีน้ำหนักมากกว่าโครงปกติของเรนเจอร์ทั่วไปถึง 70–80 กก. เนื่องจากใช้โลหะที่มีความหนากว่าและมีจุดเสริมความแข็งแกร่งเพิ่มเติม เพื่อให้รับกับสมรรถนะเพื่อการบรรทุกและลากจูงของหนักได้อย่างเต็มที่
-
กันชนเหล็กยึดกับโครงรถโดยตรง มีความแข็งแรงและรองรับน้ำหนักได้ดีขึ้น สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมขนาดเล็กเพิ่มเติม เช่น ไฟสปอร์ตไลท์และเสาอากาศ ลงบนกันชนได้ทันที
-
ล้อเหล็ก Heavy Duty น็อต 8 ตัว ขนาด 18 x 8.5 นิ้ว พร้อมยาง All Terrain LT ขนาด 33 นิ้ว LT275/70R18 เพิ่มความแข็งแรงและความสามารถในการกระจายน้ำหนักได้ดีกว่า ลดโอกาสเกิดความเสียหายของล้อและดุมล้อ รับแรงกระแทกได้มากกว่าล้อทั่วไป
-
ระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยมีโครงสร้างใหม่และแหนบหลังที่ยาวขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักและการลากจูง รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ และทำให้รถมีเสถียรภาพมากขึ้น
- ระบบเบรคอัพเกรดเพิ่มเติม เพิ่มขนาดจานเบรค
-
ภายในตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ ‘SUPER DUTY’ ที่แผงคอนโซลหน้า
-
ระบบ Integrated Device Mounting System (IDMS) ติดตั้งมาจากโรงงาน
-
ระบบล็อกเฟืองท้ายหน้าและหลังแบบไฟฟ้า
- ระยะความสูงจากพื้น 299 มม. และความกว้างฐานล้อ 1,710 มม. (เท่า Raptor)
-
มาพร้อมโหมดการขับขี่ 7 โหมด ได้แก่
-
โหมดปกติ
-
โหมดประหยัด
-
โหมดลากจูง
-
โหมดถนนลื่น
-
โหมดโคลน
-
โหมดทราย
-
โหมดหิน
-
-
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเพื่อการขับขี่ออฟโรด (Trail Control) และระบบช่วยเลี้ยวบนเส้นทางออฟโรด (Trail Turn Assist)
- แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถแบบ Heavy Duty ปกป้องบริเวณเฟืองหน้า เกียร์ และชุดส่งกำลัง ด้วยวัสดุเหล็กหนา 3.6 มม. โดยแผ่นกันกระแทกบริเวณถังน้ำมันมีความหนัก 130 กก. และออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกับโครงสร้าง ช่วยรองรับการเคลื่อนผ่านสิ่งกีดขวางได้
-
ถังน้ำมันขนาด 130 ลิตร พร้อมแผ่นกันกระแทกเหล็ก
-
ความสามารถลุยน้ำลึกสูงสุด 850 มม.
















