FORD RANGER RAPTOR: หนึ่งเดียวในไทย ที่ไม่มีใครเทียบเคียง

Ford Ranger Raptor เป็นรถยนต์เซ็กเมนท์ใหม่ล่าสุดในตลาดเมืองไทย ที่ยังไม่มีค่ายใดลุยตลาดนี้มาก่อน แต่ด้วยประสบการณ์ของฟอร์ดที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากกระบะ Full Size Ford F-150 Raptor ในดินแดนต้นกำเนิดสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้กระบะอ๊อฟโรดสมรรถนะสูงกลายเป็นช่องทางใหม่ของฟอร์ด แม้ในไทยราคาค่าตัวของกระบะคันนี้จะสูงถึง 1,699,000 บาท แต่คำว่า”แพง”อาจจะไม่ใช่คำที่คู่ควรกับรถกระบะสมรรถนะสูงคันนี้มากนัก

Raptor เป็นสายพันธุ์ที่ฟอร์ดใช้เรียกรถกระบะอ๊อฟโรดสมรรถนะสูง ที่ถูกพัฒนาโดย Ford Performance โดยกระบะ Ranger เป็นกระบะขนาดกลางที่มีพื้นที่การจำหน่ายอยู่ในเอเชีย, ออสเตรเลีย, ยุโรป และอเมริกาใต้ ในขณะที่รุ่นพี่ต้นกำเนิด DNA Raptor คือ Ford F-150 กระบะขนาดใหญ่ Full Size ที่มาพื้นที่ทำตลาดในอเมริกาเหนือ

มันไม่ใช่ Ranger แต่รถกระบะคันนี้คือ Raptor

ประเทศไทยขาย Ranger มากที่สุดในโลก โดยยอดล่าสุดในปี 2017 สร้างยอดขายรวมได้กว่า 50,000 คัน ส่งผลให้ Ford Ranger กลายเป็นรถกระบะขายดีอันดับที่ 3 ในปี 2017 ยิ่งไปกว่านั้น โมเดลที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่ายังเป็นตัวถัง 4 ประตู โดยเฉพาะรุ่น XLT และ Wildtrak ตรงนี้แสดงให้เห็นถึงกำลังซื้อของลูกค้าฟอร์ด ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง และกล้าตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ไม่ใช่แบรนด์เจ้าตลาด ส่งผลให้ฟอร์ด (ประเทศไทย) มองเห็นช่องทางในการทำตลาดรถกระบะสมรรถนะสูงผ่าน DNA Raptor ที่มีชื่อเสียงโดย Ford Performance ทุกข้อสงสัยกับรถกระบะราคาล้านกว่าได้หายไปจากสมองของสื่อมวลชน เพราะมันไม่ใช่ Ranger แต่รถกระบะคันนี้คือ Raptor

การลงทุนออกแบบแชสซีส์ใหม่ทั้งหมด นั่นเท่ากับว่า Ford Ranger Raptor เป็นรถยนต์โมเดลใหม่ ที่นำเอาบอดี้ของ Ranger มาครอบไว้ แล้วใช้ครื่องยนต์กับเกียร์เดียวกันเท่านั้น

Ford โยนโปรดักส์ชิ้นนี้ไปให้ Ford Performance โดยมีโจทย์ว่า ต้องการทำ Ranger Raptor ขายทั่วโลก ใช้ออสเตรเลียเป็นฐานการวิจัย และใช้ไทยเป็นฐานการผลิต สิ่งที่ Ford Performance ทำ คือการออกแบบโครงสร้างแชสซีส์ของตัวรถใหม่ทั้งหมด ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่องรองรับแรงกระแทกและการบิดตัว ความกว้างมากขึ้น เพื่อรองรับฐานล้อที่ถูกขยายอันจะส่งผลต่อการเกาะถนนที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงจุดยึดช่วงล่างคอยล์สปริง

ตัวเลขเมื่อมีตัวถังครอบจึงมีความกว้างถึง 2,028 มิลลิเมตร ยาว 5,398 มิลลิเมตร สูง 1,873 มิลลิเมตร ฐานล้อ 3,220 มิลลิเมตร ความกว้างระหว่างล้อด้านหน้าและด้านหลังอยู่ที่ 1,710 มิลลิเมตร

การลงทุนออกแบบแชสซีส์ใหม่ทั้งหมด นั่นเท่ากับว่า Ford Ranger Raptor เป็นรถยนโมเดลใหม่ ที่นำเอาบอดี้ของ Ranger มาครอบไว้ แล้วใช้ครื่องยนต์กับเกียร์เดียวกันเท่านั้น

เมื่อโครงสร้างใหม่ใหญ่ขึ้น ก็ต้องขยายตัวถังให้ครอบล้อรถให้ได้ พลาสติกคอมโพสิตที่มีน้ำหนักเบาแข็งแรงและขึ้นรูปได้ง่ายจึงเป็นคำตอบที่แก้มรถด้านข้าง พร้อมทั้งการดีไซน์ขอบมุมให้ใกล้เคียงกับ F-150 Raptor ในขณะที่ด้านข้างกระบะก็ถูกขยายออกพร้อมแนวเส้นเดียวกับรุ่นพี่คันโตในอเมริกา ที่เหลือก็เป็นการตกแต่งตัวถังเสริมอุปกรณ์ตามแบบฉบับรุ่นพี่ ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้า, กันชนหน้าแบบแยกส่วน, การ์ดกันกระแทกอลูมิเนียมหนา 2.3 มิลลิเมตร, ล้อและยางขนาด 285/70R17, บันไดข้าง, กันชนท้าย, และคิ้วซุ้มล้อขนาดใหญ่

ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มลูกค้า คุณก็ต้องบอกว่าแพงอยู่ดี

ช่วงล่างจาก Fox Racing คือพระเอกของอุปกรณ์ติดรถที่ทำให้ความเป็น Raptor กระโดดออกมาจาก Ranger แบบชัดเจนที่สุด บวกกับคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ ที่ส่งผลให้ Ranger Raptor กลายเป็นกระบะดัดแปลงตามโครงสร้างภาษี ซึ่งถ้าคิดกันคร่าวๆ แบบไม่ซับซ้อน ราคา Ranger Raptor สูงมากกว่า Ranger Wildtrak อยู่ 434,000 บาท แต่ Wildtrak เสียภาษีเพียง 12% ในขณะที่ Raptor เสียภาษี 25% หมายความว่า..ถ้า Raptor โดนภาษี 12% เท่ากับ Wildtrak ตัวรถจะมีราคาประมาณ 1,465,400 บาท ส่วนต่างประมาณ 200,000 บาท จึงน่าจะเป็นส่วนต่างที่ใกล้เคียงมากที่สุดของ Wildtrak 10AT 4×4 กับ Raptor

ส่วนต่างตรงนี้เทียบกับการได้แชสซีส์ใหม่ที่ต้องลงทุนพัฒนาเพิ่ม พร้อมโช๊คอัพจาก Fox แค่สองส่วนนี้ก็ดูเป็นส่วนต่างที่คุ้มค่า เพราะนี่เรายังไม่พูดถึงการตกแต่งภายในด้วยเบาะบัคเก็ตซีทหนังกลับ บันไดข้างทําสีพาวเดอร์โค้ท ตลอดจนกันชนหน้า และปีกนกอลูมิเนียม

แม้หลายคนจะบ่นว่า ราคาเกือบล้านเจ็ด ทำไม่มีใช่ระบบความปลอดภัยแบบ Ranger Wildtrak ฟอร์ดก็ตอบชัดว่า นี่รถกระบะขายสมรรถนะขายความสนุก ถ้าใส่ระบบพวกนั้นเข้ามาอีก ราคาจะโดดจนไม่มีคนซื้อ เพราะอย่าลืมว่า แม้ไม่มีระบบความปลอดภัยเหล่านั้น Ranger Raptor ก็มี Paddle Shift, มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 6 โหมด โดยเฉพาะโหมด Sport ที่ใครได้ลองต้องติดใจ เพราะมันทำให้เกิดความแตกต่างจาก Wildtrak ชัดเจน แม้เครื่องกับเกียร์จะเป็นรุ่นเดียวกัน จุดนี้จึงตอบคำถามที่ว่า “แพงมั๊ย!!” ตอบเลยว่า จะใช้คำว่าแพงกับรถคันนี้ไม่ได้ จงถามตัวเองใหม่ว่าคุณใช่ลูกค้าของรถคันนี้หรือปล่าว..? รถทุกประเภทมีกลุ่มลูกค้า ทุกบริษัทไม่ได้สร้างรถแต่ละประเภทเพื่อขายคนทุกคน จุดนี้คือคำตอบ เพราะต่อให้รถคันนี้ราคา 1.4 ล้าน ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มลูกค้า คุณก็ต้องบอกว่าแพงอยู่ดี

เรื่องโช๊คจาก Fox ฟอร์ดชี้ว่า ลักษณะเด่นของโช๊ครุ่นนี้คือการมีช่วงจังหวะการยืดตัวของแกนโช๊คช่วงกลางที่ยาว ทำให้สามารถให้ตัวได้มากเมื่อตัวรถมีจังหวะการเหินหรือมีอาการโยนตัว แต่ในขณะเดียวกันในจุดที่โช๊คยืดสุดหรือลงสุดในช่วงนี้ ระดับแรงดันน้ำมันก็จะทำหน้าที่รองรับน้ำหนักของตัวรถเพิ่มความแข็ง ส่งผลให้เวลารถวิ่งบนทางเรียบถนนลาดยางหรือคอนกรีต ช่วงล่างจะมีความกระด้างมากกว่าการวิ่งบนทางอ๊อฟโรด และยังมีอาการโยนตัวเมื่อเข้าโค้ง แต่เป็นการโยนตัวของบอดี้ที่ไม่ส่งผลต่อความมั่นใจในการขับขี่ และที่ความเร็วสูงมันก็ยังเอาอยู่

ภายในกระบอกโช๊คจะมีรูบายพาสน้ำมัน ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยจัดการแรงดันน้ำมันในเหมาะสมต่อสภาพถนน มีรูปแบบการคิดค้นในลักษณ์เดียวกับรถอ๊อฟโรดที่ใช้ในการแข่งขัน

เรื่องการกระโดดลอยตัว 4 ล้อ ทำได้จริงไม่ยากเย็น เพราะโช๊คทั้ง 4 ต้น พร้อมที่จะยกตัวรถขึ้นทุกครั้งเมื่อเจอเนินจั้ม เมื่อไหร่ที่ความเร็วพอเหมาะ Raptor กระโดดได้ทุกคัน

ความพิเศษอีกอย่างของกระบะคันนี้คือมีโหมดการขับขี่มาให้ 6 โหมด ไฮไลท์อยู่ที่โหมด Sport และโหมด Baja โดยในโหมดสปอร์ตเน้นการขับขี่ทางเรียบ และมันสร้างความแตกต่างไปจาก Ranger รุ่นปกติอย่างชัดเจน 0-170 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นเรื่องง่ายดายที่ใช้เวลาไม่นาน ในขณะเดียวกัน ช่วงของ Ranger Raptor ก็นิ่งจนผมคิดว่า ผมขับ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทั้งๆที่เข็มชี้ที่ 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่ความเร็วสูงกว่านั้น ตัวรถก็ยังนิ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวงมาลัยไฟฟ้าที่แปรผันน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว และให้ความมั่นใจได้ดี

ช่วงล่างที่เก็บอาการดีมากจน เรารู้สึกว่าอยากจะกดคันเร่งลงไปอีก ทั้งๆที่จริงเราเหยียบมิดแล้ว

Baja Mode เน้นการตอบสนองของเครื่องยนต์และการเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไว จะเรียกว่าเป็นโหมดอ๊อฟโรดความเร็วสูงก็ไม่ผิด โหมดนี้ใช้ได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L ความแรงที่รู้สึกอาจจะไม่ถึงระดับหลังติดเบาะ แต่มันต่อเนื่องด้วยชุดเกียร์ 10 สปีด และอีกอย่างอาจเป็นเพราะช่วงล่างที่เก็บอาการดีมากจน เรารู้สึกว่าอยากจะกดคันเร่งลงไปอีก ทั้งๆที่จริงเราเหยียบมิดแล้ว ความรู้สึกหลังจากลงจากรถ คือ ช่วงล่างดีจนน่ากลัว ทำให้เราคิดว่ารถไม่เร็วเอาอยู่ แต่แ้จริงแล้ว เมื่อถึงจังหวะโค้งจนรถเสียอาการ แล้วทักษะไม่ดีพอ คุณอาจจบไม่สวย ไม่ใช่ว่ารถไม่ดี แต่ตัวเองประเมินสถานการณ์พลาด เตือนด้วยความเป็นห่วงครับ เสียเงินซื้อรถแล้ว อย่าเสียชีวิตเพราะความคะนองของตัวเอง

Snow/Grass Mode เน้นการขับขี่บนทางที่มีผิวลื่น เป็นหลุมบ่อ ระบบจะออกตัวด้วยเกียร์ 2 เพื่อลดการลื่นไถลของล้อ พวงมาลัยไฟฟ้าอยู่ในโหมด Nolmal ใช้กับ 4H เท่านั้น

Sand Mode ปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมพื้นผิวที่มีความลึก และสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ ใช้เกียร์ต่ำ เพื่อเพิ่มแรงบิดไปที่ล้อ พวงมาลัยอยู่ในโหมด Comfort ใช้กับ 4H,4L

Rock Mode ใช้เมื่อเจอกับเส้นทางที่เป็นหิน  ตัวรถจะใช้เกียร์ต่ำ ควบคุมกำลังไปยังล้อทั้ง 4 และไม่ปล่อยให้ล้อฟรีทิ้งเสียกำลังไปโดยไม่ได้ระยะทาง ใช้กับ 4H

Normal Mode การขับขี่ปกติ เน้นความประหยัด เปลี่ยนตามจังหวะรอบเครื่องยนต์ เน้นใช้งานกับผิวถนนทางเรียบ

การตอบสนองของ Pandle Shift รอจังหวะอยู่บ้าง แต่ก็มันมือเวลาลงเขาขึ้งเขาทางโค้งลงเนิน คือถ้าจะบอกว่านี่คือกระบะที่ขับดีที่สุดเท่าที่ผมเคยขับมา ก็ไม่ผิด การที่ Ranger Raptor ได้ช่วงล่างและโครงสร้างใหม่ ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นรถที่ใช้งานได้ทั้ง On Road และ Off Road ใครที่บอกว่า ดีกว่ารุ่นปกติแค่ทางฝุ่น อันนี้ผมขอเถียง สิ่งที่เป็นข้อด้อยของรถกระบะคันนี้ คืออัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง แน่นอนเครื่องเล็ก แบกตัวรถหนัก แถมขายสมรรถนะอีก ในยุคที่น้ำมันราคาประมาณนี้ ก็อาจจะยังรับได้ แต่หากวันใดราคาน้ำมันสูงขึ้น ก็อาจจะมีปาดเหงื่ออยู่บ้าง

เครื่องยนต์ดีเซล Bi-Turbo EcoBlue 2.0 ลิตร อาจจะไม่ใช่เครื่องที่แบกตัวรถแล้วแรงกระฉูด แต่มันเป็นเครื่องที่ขับสนุกกว่า 3.2 ลิตรเดิมแน่นอน ด้านเกียร์ 10 สปีดใหม่ เน้นไปที่ความสมูทของการตัดต่อกำลัง และช่วยด้านความประหยัด กำลังเครื่องยนต์ 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที กับแรงบิด 500 นิวตันเมตร 1,750-2,000 รอบ/นาที พอเกินพอแล้วที่จะใช้งานทั่วไป เครื่องเล็กเสียงเบาจนต้องมีเสียงสังเคราะห์ออกมาทางลำโพงเพื่อความเร้าใจในการขับขี่ ส่วนเครื่องเสียงก็มีมิติ ไม่ผิดหวังแว้นแต่ว่าคุณจะหูเทพ ต้องการอะไรที่มากกว่าคำว่าอุปกรณ์มาตรฐานติดรถ

Ranger Raptor เป็นรถยนต์ที่เข้ามาปฏิวัติวงการรถกระบะอย่างแท้จริง ฟอร์ดแสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะฉีกตลาดใหม่ๆ หาที่ยืนให้กับสินค้าของตัวเอง เป็นรถที่มีราคาเหมาะสมสำหรับตลาดเมืองไทย รถพัฒนาขึ้นมากแล้ว ก็อยู่ที่การบริหารงานด้านบริการหลังการขาย ว่าจะสร้างความมั่นใจกลับมาได้แค่ไหน หลังจากต้องเผชิญกับปัญหารถยนต์นั่งเกียร์ Dual Clutch

Ford Ranger Raptor กับราคา 1,699,000 บาท เป็นราคาที่ไม่ได้ผลิตมาเพื่อขายให้กับคนส่วนใหญ่ อย่าลืมว่าฟอร์ดไม่ได้ขาย Ranger Raptor เพียงรุ่นเดียว ฟอร์ดยังมี Ranger Wildtrak, Ranger Limited และ Ranger XLT เป็นต้น ให้คุณได้เลือก ฉะนั้นอย่าไปบ่นว่ารถเขาแพงเลย เพราะบริษัทเขาวางตำแหน่งทางการตลาดไว้หมดแล้ว ว่ารถแต่ละรุ่นจะขายให้ใคร ลูกค้ากลุ่มใดเป็นกลุ่มเป้าหมาย

บทความโดย

ตระกูล ลินทมิตร บรรณาธิการเว็บไซต์ MassAutoCar.com