สำหรับตัวเลือกขุมพลังนั้นมีให้เลือกสองเครื่องยนต์ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบนอน 2.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ ให้พละกำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 182 นิวตันเมตร และ เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 260 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 376 นิวตันเมตร ทั้งสองขุมพลังจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT
สำหรับภายในห้องโดยสารของทุกรุ่น รวมถึงรุ่น Wilderness ด้วย มาพร้อมหน้าจอสัมผัสแนวนอนขนาด 12.1 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย โดยใช้หน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ที่ให้การตอบสนองรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม มีปุ่มลัดด้านข้าง มาตรวัดดิจิทัลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย รวมถึงโหมดแสดงแผนที่ และโหมด Calm Mode ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดสิ่งรบกวนสายตาผู้ขับขี่ให้มากที่สุด









Wilderness Edition
เป็นรุ่นย่อยพิเศษที่มีการปรับสมรรถนะให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างสมบุกสมบันมากขึ้น มีให้เลือกเพียงแค่เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 เทอร์โบเท่านั้น โดยสิ่งที่แตกต่างจากรุ่นธรรมดาอย่างชัดเจนคือ การตกแต่งรอบคัน กระจังหน้าพร้อมอักษร SUBARU ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำด้านรัดด้วยยาง All-terrian นอกจากนี้ช่วงล่างถูกจูนพิเศษสำหรับรุ่น Wilderness มีการเพิ่ม Ground Clearance จาก 220 มม. เป็น 241 มม. เฟืองกลางล๊อคได้เร็วขึ้น และมุมต่างๆสำหรับ off-road ถูกปรับให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นธรรมดา
- มุมไต่ (Approach angle) 20 องศา (รุ่นธรรมดา 18 องศา)
- มุมกลาง (Breakover angle) 21.2 องศา (รุ่นธรรมดา 19.4 องศา)
- มุมจาก (Departure angle) 22.5 องศา (รุ่นธรรมดา 21.4 องศา)



