เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเห็นราคาตลาดน้ำมันโลกที่ค่อนข้างจะสวนทางกันกับราคาน้ำมันขายปลีกในบ้านเรา แล้วมองว่าทำไมราคาไม่เห็นเหมือนกับประเทศนั้นประเทศนี้ คำตอบคือ โครงสร้างราคาน้ำมันที่แตกต่างกันครับ โดยราคาน้ำมันที่เราจ่ายหน้าปั๊มไม่ได้สะท้อนเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาษี เงินส่งเข้ากองทุนต่างๆ ค่าการกลั่น ค่าขนส่ง และค่าการตลาด ซึ่งแต่ละประเทศมีนโยบายและสัดส่วนต้นทุนเหล่านี้ไม่เหมือนกัน ซึ่งในน้ำมัน 1 ลิตร จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆดังนี้
ปล. ขออ้างอิงโครงสร้างราคาน้ำมันของวันนี้ (19 มิ.ย. 2569) ประกอบในบทความตามรูปภาพด้านล่างครับ

ที่มา: eppo.go.th
1. ต้นทุนเนื้อน้ำมัน หรือที่เขียนไว้ว่า EX-REFIN (Ex-Refinery) เป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น ซึ่งราคานี้จะผันผวนไปตามตลาดโลก ยกตัวอย่างจากภาพ แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 อยู่ที่ประมาณ 22.25 บาท ส่วน ดีเซล B7 อยู่ที่ประมาณ 24.73 บาท
2. ภาษีสรรพสามิต หรือที่เขียนไว้ว่า EXCISE TAX เป็นภาษีที่จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต ยกตัวอย่างจากภาพ แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 จะถูกจัดเก็บภาษีที่ประมาณ 6.75 บาท ส่วน ดีเซล B7 อยู่ที่ประมาณ 6.92 บาท
3. ภาษีเทศบาล หรือที่เขียนไว้ว่า M. TAX (Municipal Tax) เป็นภาษีที่จัดเก็บโดยกระทรวงการคลัง ในอัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต และจัดส่งให้กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น ยกตัวอย่างจากภาพ แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 จะถูกจัดเก็บภาษีที่ประมาณ 0.75 บาท ส่วน ดีเซล B7 อยู่ที่ประมาณ 0.692 บาท
4. กองทุนน้ำมัน หรือที่เขียนไว้ว่า OIL FUND โดยเงินส่วนนี้เป็นเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน ยกตัวอย่างจากภาพ แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 จะถูกจัดเก็บเงินเข้ากองทุนที่ประมาณ 3.35 บาท ส่วน ดีเซล B7 อยู่ที่ประมาณ 0.65 บาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาในภาวะสงครามได้มีการน้ำเงินที่จัดเก็บไว้ในส่วนตรงนี้เข้าไปช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซลด้วย
5. กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือที่เขียนไว้ว่า CONSV. FUND (Conservation Fund) เงินส่วนนี้จัดเก็บตามประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการอุดหนุน พัฒนา และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนรวมถึงการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ ยกตัวอย่างจากภาพ แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 และ ดีเซล B7 จะถูกจัดเก็บเงินเข้ากองทุนที่ประมาณ 0.05 บาท
ซึ่งเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้มารวมกันแล้วเราก็จะได้ราคาขายส่ง หรือ Wholesale และ ราคานี้จะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของราคาขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ยกตัวอย่างจากภาพ แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 ราคาขายส่งอยู่ที่ประมาณ 32.95 บาท จะถูกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.30 บาท และ ดีเซล B7 ราคาขายส่งอยู่ที่ประมาณ 33.05 บาท จะถูกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.31 บาท
และสุดท้าย ค่าการตลาดน้ำมัน (Marketing Margin) เงินตรงเป็นส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกที่หน้าสถานีบริการกับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น คิดเป็นประมาณ 4-5% ของราคาขายปลีก ถือเป็น "กำไรขั้นต้น" ของผู้ค้าน้ำมันและเจ้าของปั๊ม ไม่ใช่กำไรสุทธิ เพราะต้องนำไปหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด และแน่นอนว่าเงินส่วนนี้ก็จะถูกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เช่นกัน ยกตัวอย่างจากภาพ แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 3.35 บาท จะถูกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.23 บาท และ ดีเซล B7 ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 1.99 บาท จะถูกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.13 บาท
บทความโดย: สุทธิพงษ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา