ทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษบนเวที Dinner Talk "Chat with Tony : Bull Rally of Thai Capital Market" จัดโดยหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจที่ รร. ดุสิตธานี เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2567 ที่ผ่านมา โดยนายทักษิณ กล่าวว่า บีโอไอ ควรสร้างสมดุลย์เพื่อรักษานิเวศยานยนต์ที่รถยนต์ญี่ปุ่นและอเมริกาสร้างสมมาซึ่งท่าทีของนายทักษิณ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นในแง่ของการต่อรองครั้งสำคัญ จากการส่งผู้บริหารเบอร์หนึ่ง ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมรถยนต์โลก เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีของไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว
"ปัญหามีคนบ่นกันเยอะ คือเรื่องของ EV จากประเทศจีน กับเรื่องอีโคซิสเต็มของระบบออโตโมบิลที่วางไว้แข็งแรงแล้ว โดยบริษัทรถจากญี่ปุ่นจากอเมริกา เราต้องสร้างสมดุลเรื่องของ BOI เราคงต้องให้ BOI คุยกันว่า เราจะบาลานซ์ ตรงนี้อย่างไร ผลสุดท้าย นิเวศที่เราสร้างไว้ ทางด้านรถยนต์นี่มันจะพังหมดเสียดาย เพราะเราลงทุนไว้เยอะ มันมีคุณค่าเยอะเพราะฉะนั้นต้องบาลานซ์ ตรงนี้ให้ได้เพราะ EV มันมามันแต่มันไม่ได้มา มันมีทรานซิชั่น มีพรีเรียดพอสมควร กว่ารถสันดาปมันจะเปลี่ยนไปก็อาจจะใช้เชื้อเพลิงที่ต่างกัน ฉะนั้น นิเวศตรงนี้ต้องรักษาไว้ ก็เลยฝากว่า เราจะต้องสร้างความสมดุลย์ตรงนี้ให้ได้เพื่อให้อุตสาหกรรมรถยนต์เรายังดีอยู่และรวมทั้งเรื่องของไฟแนนซ์รถยนต์ ซึ่งก็มีปัญหาวันนี้แบงค์เริ่มไม่ปล่อยเรื่องรถยนต์ บริษัทรถยนต์ก็เริ่มร้องว่าขายของไม่ออก มันก็ต่อเนื่องกันรวมทั้งเศรษฐกิจอาจยังบางเบาอยู่ เพราะวันนี้ ทุกคนต้องช่วย พร้อมกันรัฐบาลต้องเร่งเศรษฐกิจให้ดีขึ้นเพื่อแบงค์จะได้ปล่อย อุตสาหกรมรถยนต์จะได้ดี บ้านก็จะดีขึ้น"นายทักษิณกล่าว
การปาฐกถาของนายทักษิณ สอดคล้องกับการเข้าหารือของค่ายโตโยต้า ญี่ปุ่นเมื่อวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอากิโอะ โตโยดะ ประธานกรรมการบริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เข้าพบ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย โดยเห็นพ้องถึงการจัดทำนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มตลาดผู้ใช้รถยนต์ และลูกค้าในกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ประเภทไฮบริด (Hybrid) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ เพื่อรักษาอุตสาหกรรมยานยนต์ ในประเทศไทย ขณะที่ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้าฯ ยินดีที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมภาคการผลิตและการส่งออกอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายโตโยดะ กล่าวว่า โตโยต้า ดำเนินธุรกิจในไทยมาแล้วกว่า 60 ปี และมีประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโตโยต้าสำหรับกลุ่ม รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมไปถึงยานยนต์ประเภทอื่น ๆซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นในชิ้นส่วนในการประกอบรถยนต์ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตร่วมกับไทย ที่ญี่ปุ่นให้การยอมรับในมาตรฐานเดียวกันกับโตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น
ในขณะที่หนังสือพิมพ์ nikkei asia รายงานว่า โตโยต้าล็อบบี้รัฐบาลไทยเพื่อเพิ่มการส่งเสริมไฮบริด หลังความต้องการ EV ซบเซา ซึ่งญี่ปุ่นและจีน ต่างแข่งขันกันเพื่อ แสวงหาโอกาส ในการสร้างความได้เปรียบใน สิทธิพิเศษโดยมีพื้นที่ไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็น"ดีทรอยด์แห่งเอเซีย" หรือศูนย์กลางยานยนต์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเคลื่อนไหวของโตโยต้า เป็นจังหวะที่สำคัญเพราะ รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งจีนเป็นผู้นำได้เริ่มชะลอตัวลง
ทั้งนี้กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นพยายามหลายครั้งเพื่อชี้ให้เห็นว่า ญี่ปุ่นได้ลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยเป็นจำนวนเงินมหาศาลและญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยมามากกว่า 40 ปี ในขณะที่รัฐบาลไทยกลับมีนโยบายการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ส่งผลดีต่อผู้ผลิตรถยนต์จากจีนเท่านั้นส่วนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต้องตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งศักยภาพการผลิตและการตลาด "ญี่ปุ่นพยายามชี้ให้รัฐบาลไทยเข้าใจว่า รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่ทางออกทางเดียว แต่ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่สามารถตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าว แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากภาครัฐมากนัก"
อย่างไรก็ตาม หลังการเข้าหารือล่าสุดของ นายอากิโอะ โตโยดะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและการกล่าว ปาฐกถาล่าสุดของนายทักษิณ ในฐานะพ่อของนายกฯ ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยมีท่าทีเปิดกว้างต่อนโยบายส่งเสริมค่ายผู้ผลิตญี่ปุ่น และเชื่อว่า ท่าทีนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่จากจีนโดยตรงเพราะ ผู้ผลิตรถยนต์จีนนั้นเน้นการผลิตรถ EV เป็นหลัก รวมถึงที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์จีนส่วนใหญ่พึ่งพานโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล เช่น การลดภาษี การให้สิทธิประโยชน์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หากนโยบายเหล่านี้ถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ผู้ผลิตจีนต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อนาคตของรถยนต์จีนขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลไทยจะลดความสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน มากหรือน้อยเพียงใด..?