Toyota Motor Corporation ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกเริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2026 บริษัทมีรายได้จากการขาย รวม 13,525,400 ล้านเยน (ประมาณ 2,840,334 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน กำไรจากการดำเนินงาน อยู่ที่ 1,063,473 ล้านเยน (ประมาณ 223,329 ล้านบาท) ลดลง 8.8% แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังสามารถรักษาระดับรายได้จากการดำเนินงานไว้ได้ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากผลบวกของอัตราแลกเปลี่ยน การลดต้นทุน การเติบโตของกำไรจากธุรกิจ Value Chain และยอดขายรถยนต์ไฮบริด (HEV) ที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงเพิ่มขึ้น
กำไรก่อนภาษีเงินได้ อยู่ที่ 1,963,862 ล้านเยน (ประมาณ 412,411 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 56.8% ส่งผลให้กำไรสุทธิรวม อยู่ที่ 1,551,725 ล้านเยน (ประมาณ 325,862 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 77.9% โดยส่วนที่เป็นกำไรสุทธิเฉพาะของบริษัท Toyota Motor Corporation อยู่ที่ 1,477,044 ล้านเยน (ประมาณ 310,179 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 75.6%
สำหรับแนวโน้มทั้งปี บริษัทได้ ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้จากการดำเนินงานประจำปีขึ้นอีก 4 แสนล้านเยน (ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท) จากประมาณการเดิม ส่งผลให้เป้าหมายใหม่อยู่ที่ 3.4 ล้านล้านเยน (ประมาณ 7.48 แสนล้านบาท) และ ปรับเพิ่มประมาณการยอดขายรถยนต์รวม สำหรับทั้งปีขึ้นอีก 100,000 คัน ส่งผลให้เป้าหมายยอดขายใหม่อยู่ที่ 9.70 ล้านคัน



ยอดขายรถยนต์รวม (Consolidated Vehicle Sales) ในช่วงไตรมาสนี้ลดลง 16,000 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการที่ Hino ไม่ถูกรวมอยู่ในงบการเงินรวมอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากไม่นับผลกระทบจากการตัด Hino ออกจากการรวมงบการเงิน ยอดขายรถยนต์รวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 10,000 คัน เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการของตลาดที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชีย
สำหรับยอดขายรถยนต์ Toyota และ Lexus แม้จะลดลงจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electrified Vehicles) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนหลักจากรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ในตลาดอเมริกาเหนือและยุโรป ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรูปแบบเพิ่มขึ้นเป็น 55.3% ของยอดขายรวม


