GWM ยืนยันว่ากำลังพัฒนาระบบขับเคลื่อนดีเซลไฮบริดและดีเซลปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยมีแผนเปิดตัวในประเทศจีนช่วงต้นปี 2027
Nicole Wu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ GWM ให้สัมภาษณ์กับสื่อออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ว่า บริษัทกำลังพัฒนาทั้งสองรูปแบบระบบขับเคลื่อน โดยลูกค้าจะสามารถเลือกได้ตามความต้องการ พร้อมยืนยันว่ากำลังพัฒนาโซลูชันด้านวิศวกรรมเพื่อจัดการกับมลพิษ NOx และฝุ่นละออง ซึ่งเป็นข้อท้าทายหลักของเครื่องยนต์ดีเซล
ด้าน Adam Thomson ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคและหัวหน้าวิศวกรของ GWM อธิบายว่า ระบบบำบัดไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลในรถทั่วไปและในรถไฮบริดมีความคล้ายคลึงกันมาก และแนวทางแก้ไขปัญหาการปล่อยมลพิษก็แทบไม่แตกต่างกัน
GWM ระบุว่าการพัฒนาเทคโนโลยีดีเซลไฮบริดไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น โดย Jack Wei ประธานบริษัทเผยว่า เทคโนโลยีนี้อยู่ระหว่างการพัฒนามานานราว 6 ปีแล้ว
ผลการทดสอบในรถเชิงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 15% ในสภาพถนนเรียบ และสูงสุดถึง 30% ในสภาพการใช้งานที่หนัก เช่น ในออสเตรเลีย ขณะเดียวกันจุดด้อยของเครื่องยนต์ดีเซลแบบดั้งเดิม เช่น อาการรอรอบ (lag) และเสียงดัง ถูกแก้ไขด้วยระบบไฟฟ้า โดยมอเตอร์ช่วยลดอาการหน่วงและลดเสียงรบกวน ทำให้ที่ความเร็วประมาณ 50–60 กม./ชม. ระดับเสียงใกล้เคียงกับรถเบนซินจนผู้ใช้แทบแยกไม่ออก
GWM ยังระบุว่าจากการทดสอบ เครื่องยนต์ดีเซลที่ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดสามารถผ่านมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดมากอย่าง Euro 7 ได้ และในบางกรณีอาจไม่จำเป็นต้องใช้ AdBlue
ในด้านข้อมูลทางเทคนิค ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสเปกของระบบขับเคลื่อนใหม่อย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบัน GWM มีเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร และมีแผนเปิดตัวเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 3.0 ลิตรภายในปีนี้
บริษัทยังไม่ได้ยืนยันว่ารุ่นใดจะได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ปัจจุบันระบบดีเซลถูกใช้ในรถโครงสร้างแชสซีส์แบบแยกตัวถัง (body-on-frame) เช่น รถกระบะและ SUV สายลุย ได้แก่ Tank 300 และ Tank 500
ที่มา: CarExpert