บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (Honda Motor Co., Ltd.) ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 โดยมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 530,700 ล้านเยน (ประมาณ 116,800 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดสำหรับผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท โดยไม่มีการบันทึกผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเป็น 6,061.5 พันล้านเยน (ประมาณ 1.274 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 721.2 พันล้านเยน (ประมาณ 151.6 พันล้านบาท) คิดเป็น +13.5%
ธุรกิจรถจักรยานยนต์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยทำสถิติกำไรจากการดำเนินงานและอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาสแรก จากยอดขายที่แข็งแกร่งทั่วโลก โดยเฉพาะในอินเดียและบราซิล
ด้านธุรกิจรถยนต์ แม้ว่ายอดขายในจีนยังคงเผชิญแรงกดดัน แต่ปริมาณการขายโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนหลักจากตลาดอเมริกาเหนือ ส่งผลให้ธุรกิจรถยนต์มีกำไรจากการดำเนินงาน 192,100 ล้านเยน (ประมาณ 42,300 ล้านบาท) คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 5.0%
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการรวมของปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2027 Honda ได้ปรับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนใหม่เป็น 155 เยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการดำเนินงานขึ้น 150,000 ล้านเยน (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) เป็น 650,000 ล้านเยน (ประมาณ 143,000 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลต่อปริมาณการขาย ต้นทุนวัตถุดิบ และปัจจัยอื่น ๆ ทำให้สมมติฐานด้านความเสี่ยงในส่วนดังกล่าวยังคงไว้เช่นเดิมจากประมาณการครั้งก่อน
Honda ได้ปรับประมาณการผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ EV ให้สอดคล้องกับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุด ส่งผลให้เมื่อไม่รวมผลขาดทุนจากธุรกิจ EV บริษัทคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Operating Profit) จะอยู่ที่ 1.17 ล้านล้านเยน (ประมาณ 257,400 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 170,000 ล้านเยน (ประมาณ 37,400 ล้านบาท) จากประมาณการเดิม
ด้านฐานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 Honda มีเงินสดสุทธิ (Net Cash) อยู่ที่ 3.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 726,000 ล้านบาท) ไม่รวมธุรกิจบริการทางการเงิน


ธุรกิจรถจักรยานยนต์มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดในเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศบราซิล ส่งผลให้ยอดขายรวมอยู่ที่ 5.663 ล้านคัน
ขณะที่ธุรกิจรถยนต์มียอดจำหน่ายลดลงเหลือ 786,000 คัน สาเหตุหลักมาจากยอดขายที่ชะลอตัวในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดจีน
ส่วนธุรกิจเครื่องยนต์อเนกประสงค์และผลิตภัณฑ์กำลัง (Power Products) มียอดจำหน่ายลดลงเช่นกัน โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดอเมริกาเหนือ ส่งผลให้ยอดขายรวมอยู่ที่ 752,000 หน่วย

ก่อนหน้านี้ Honda ได้ดำเนินมาตรการเรียกคืนรถยนต์ในหลายประเทศจากปัญหาชุดสร้างแรงดันถุงลมนิรภัย โดยบริษัทได้ตั้งสำรองค่าใช้จ่ายด้านการรับประกันสินค้าไว้สำหรับกรณีที่คาดว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว และสามารถประเมินมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม Honda ระบุว่า หากในอนาคตมีข้อมูลหรือหลักฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกคืนรถยนต์ บริษัทอาจต้องบันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินทั้งมูลค่าและช่วงเวลาที่ความเสียหายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ Honda ยังเปิดเผยถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังจากตัดสินใจยกเลิกโครงการพัฒนาและแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นที่เดิมเตรียมผลิตในอเมริกาเหนือเมื่อปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026 ส่งผลให้บริษัทต้องประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้อง Honda ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับซัพพลายเออร์แต่ละราย ซึ่งผลการเจรจาอาจทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในอนาคต อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการประเมินผลกระทบและการเจรจายังไม่แล้วเสร็จ บริษัทจึงยังไม่สามารถระบุมูลค่าหรือช่วงเวลาของภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้อย่างน่าเชื่อถือ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูง
ที่มา: Honda Global Newsroom