EN / TH

Ford Ranger รุ่นปี 2027 จะใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ V6 จากรุ่น Raptor

24 ตุลาคม 2569

เริ่มแล้ว! Honda ร่วมกับ Mitsubishi ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ครั้งแรก พัฒนากระบะใหม่บนพื้นฐานมิตซูบิชิ

23 ตุลาคม 2569

ISUZU ขุมพลังใหม่! 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo "แรง…หยุดโลก" ปรับปรุงหลายส่วนแรงขึ้นประหยัดขึ้น

22 ตุลาคม 2569

Firefly Showroom stand alone แห่งแรกของโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมรุ่นย่อยใหม่ Comfort+ แรงขึ้น ฝาท้ายไฟฟ้า 799,000 บาท

22 ตุลาคม 2569

Toyota ผนึกกำลัง SCGC และ บางจากฯ สานต่อโครงการ “Mobility Upcycling รถเปลี่ยนโลก ปีที่ 2” ขับเคลื่อนการจัดการขยะรีไซเคิล และพลังงานสะอาด สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

22 ตุลาคม 2569

LUXEED เปิดเกมรุก เรือธง LLounge และ Stormax รถยนต์ Intelligent Luxury นวัตกรรมอัจฉริยะ

22 ตุลาคม 2569

The new 2026 IONIQ 5 N Line แรง ล้ำ วิ่งไกล ชาร์จไว โค้งสุดท้าย ดาวน์ 0% สำหรับ 13 กลุ่มอาชีพ ถึง 31 ตุลาคมนี้

22 ตุลาคม 2569

เปิดราคา ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE ขุมพลังใหม่ Biturbo แรง…หยุดโลก

22 ตุลาคม 2569

ยังไม่เคาะ! รอเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ 3 Tiers สูงสุด 30% คาดเริ่ม 1 ม.ค. 70

20 ตุลาคม 2569

เปิดตัวแบรนด์ SMART รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม Mercedes-Benz Design ภายใต้กลุ่มธนบุรี รุ่นเริ่มต้น 1, บาท

20 ตุลาคม 2569

PT Maxnitron Racing Series 2026 ปิดเมืองแข่ง ขับเคี้ยวสุดมันทั้งรุ่นเล็กใหญ่ พร้อมกิจกรรมมากมาย จ. สงขลา 16 - 18 ต.ค. 2569

16 ตุลาคม 2569

Tesla Roadster เปิดตัวแบบลอยฟ้าบินได้ใช้เทคโนโลยี SpaceX 0-96 กม./ชม.ใน 0.8 S.

16 ตุลาคม 2569

ไม่พบข้อมูล

กลับไปหน้า บทความ

รีวิว KIA EV5 GT-LINE AWD หน้าตาดี ตกแต่งสไตล์สปอร์ต ขับขี่ไม่โดดเด่นแต่ถูกใจสายครอบครัว

20 กรกฏาคม 2568| จำนวนผู้เข้าชม 3,359

 

สวัสดีครับ น้องบีนะครับ สุทธิพงษ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ก็ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่กับเจ้า KIA EV5 เป็นระยะเวลาประมาณนึง เลยอยากจะมาเล่าให้ทุกท่านได้ฟังกันครับว่าประสบการณ์ใช้งานเป็นอย่างไร

 

ขออนุญาตไล่สเปคก่อนสักเล็กน้อยนะครับ รุ่นที่ได้มาขับ ก็จะเป็น รุ่น GT-Line AWD ครับ ราคาค่าตัวอยู่ที่ 1,899,000 บาท จะเป็นรุ่นท็อปที่เขาเสริมเข้ามานะครับ เรียกได้ว่าท็อปเหนือท็อป ราคาก็จะแพงกว่ารุ่น Earth Exclusive AWD อยู่ 100,000 บาท สิ่งที่แตกต่าง จากรุ่น Earth Exclusive AWD ได้แก่

 

  • กระจังหน้าดีไซน์สปอร์ตทรงสี่เหลี่ยม
  • กันชนหน้าและหลังสีเดียวกับตัวรถ
  • ไฟ LED บริเวณกระจังหน้า
  • ไฟเลี้ยวด้านหน้าและหลังแบบ Sequential
  • กระจกมองข้างสีดำเงา
  • หลังคาดำ 2 Tone
  • ขอบกระจกตกแต่งสีดำเงา
  • ล้ออัลลอย ขอบ 20 พร้อมยางขนาด 255/45R20
  • ชายขอบประตูล่างสีเดียวกับตัวรถ
  • สปอยเลอร์สีดำ
  • กรอบป้ายทะเบียนทรงสี่เหลี่ยม
  • โลโก้ GT-line บริเวณด้านท้าย
  • ภายในสีทูโทน
  • พวงมาลัยสามก้านสีทูโทน
  • แป้นเหยียบโลหะ
  • กรอบช่องแอร์สีเงิน
  • กาบบันไดพร้อมโลโก้ GT-Line
  • หัวหมอนปักโลโก้ GT-Line 

 

 

สีตัวถังมีให้เลือก 2 สี ได้แก่

 

  • สีขาวหลังคาดำ Snow White Pearl & Black Roof

 

  • สีเงินหลังคาดำ Ivory Silver & Black Roof

 

 

ตัวรถมาพร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Dual-Motor พละกำลังรวม 308 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 6.3 วินาที  มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 88.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุด 475 กิโลเมตร อ้างอิงตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW และ กระแสตรง DC สูงสุด 141 kW รองรับฟังก์ชั่น V2L

 


 

 

ไล่สเปคเสร็จแล้วก็จะขอเล่าประสบการณ์การใช้งานเลยนะครับ ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบดีไซน์รถไฟฟ้าของ KIA ไม่ว่าจะเป็น EV5 หรือรุ่นพี่อย่าง EV9 ผมว่ามันดูมีความเป็นเอกลักษณ์ ขับแล้วรู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง และยิ่งพอเป็นรุ่น GT-Line แล้ว มันยิ่งดูดุดัน ถูกใจผมมากขึ้นไปอีก สำหรับเจ้า EV5 เนี่ย เขาก็จะมาในแนวรถครอบครัว ถ้างั้นผมก็พาคุณพ่อกับคุณแม่ผมเดินทางด้วยเลยละกัน!

 

 

สำหรับคนที่มีพื้นที่จอดจำกัด จะจอดได้ไหม?

 

หลังรับรถมาแล้วก็เอามาจอดไว้ที่บ้านก่อนเลย พอจอดปุ๊ป สิ่งแรกที่เจอเลยก็คือ หน้ารถยื่นออกไปข้างหน้าบ้าน แต่ยังอยู่ในบริเวณบ้านผมนะครับ กล่าวคือเลยประตูรั้วออกไปนิดเดียวแต่ไม่ถึงถนนของหมู่บ้าน ต้องเล่าก่อนว่าผมต้องจอดซ้อนคันไว้ข้างหน้ารถของที่บ้านผม ซึ่งก็คือ CR-V เจน 5 และเป็นการจอดแบบที่รถทั้งสองคันจะสามารถเปิดฝาท้ายและคนสามารถเดินมาหยิบของได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าหากที่บ้านใครมีรถอีกคันที่เป็นรถยาวๆอย่าง รถกระบะ รถเก๋ง D segment หรือพวก PPV ก็อาจจะต้องพิจารณากันหน่อยนะครับว่าถ้าซื้อคันนี้ไปแล้วจะสามารถจอดด้วยกันได้ไหม

 

 

 

เป็นผู้โดยสารแล้วชอบไหม?

 

ถึงเวลาออกเดินทาง เส้นทางจาก นนทบุรี-หนองจอก อาจจะเป็นเส้นทางที่ไม่ได้ไกลมากแต่ก็พอจะทำให้เรารู้ถึงอาการของตัวรถและความสบายในการเดินทาง รวมถึงออพชั่นความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่จะได้มาใช้กัน สภาพการจราจรที่เจอก็จะมีหลายรูปแบบทั้ง รถติดบ้าง ถนนขรุขระบ้าง ทางโค้ง รอยต่อคอสะพานต่างๆนานา แม้กระทั่งทางลูกรัง คุณพ่อที่นั่งด้านหน้าและคุณแม่ที่นั่งเบาะหลังให้ความเห็นว่า ห้องโดยสารให้ความรู้สึก “กว้างขวางกว่ารถ CR-V ที่ใช้อยู่บ้าน” โดยเฉพาะ Headroom ที่มีเหลือเฟือ เบาะนั่งมีความนุ่มนวลในระดับหนึ่ง แต่เมื่อผ่านรอยต่อสะพานที่ลึกหรือแรงกระแทกมากๆ ยังรู้สึกถึงแรงกระทั้นส่งขึ้นมาในห้องโดยสาร ซึ่งอาจเป็นจุดที่ต้องพิจารณาสำหรับผู้โดยสารสูงวัยหรือผู้ที่เน้นความนุ่มนวลขณะเดินทาง ผมสูง 186 เซนติเมตร เรียกได้ว่าขาค่อนข้างยาว แต่พอได้มานั่งเบาะหลังของ KIA EV5 ก็ต้องบอกว่า ไม่เจอปัญหาเลย ทั้งพื้นที่วางขาและ Headroom มีเหลือให้ใช้แบบสบาย ๆ เบาะหลังยังสามารถปรับเอนได้หลายองศา ไม่ได้ล็อกแค่สองสามระดับ แต่เป็นแบบเลือกองศาเองได้ ปรับแล้วปล่อยมือ ตัวเบาะจะล็อกเข้าที่ให้อัตโนมัติ

 

 

 

ขับขี่แล้วเป็นยังไง?

 

ขอเล่าในมุมของผมที่เป็นคนขับบ้างครับหลังจากได้ขับทั้งในชีวิตประจำวันและพาครอบครัวเดินทาง รวมระยะทางราว 200 กิโลเมตร ตัวรถให้ฟีลลิ่งที่เวลาขับแล้วรู้สึกว่าตัวรถมีน้ำหนัก โดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนเลนหรือช่วงที่รถมีการทิ้งตัวเวลาผ่านเนินสะพาน จะรู้สึกว่าหน่วงเหมือนรถไม่ไปเป็นก้อนเดียว การเข้าโค้ง ซึ่งแม้จะใช้ความเร็วไม่สูง ก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงเหวี่ยงพอสมควร บวกกับอาการกระทั้นเวลาผ่านถนนที่รอยต่อใหญ่หน่อย มันก็ทำให้ผู้นั่งโดยสารนั่งไม่สบายหรือมีอาการวิงเวียนได้ ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นจุดข้อสังเกต แต่ต้องชมในเรื่องของฟีลลิ่งพวงมาลัย ทั้งในเรื่องวัสดุ จับแล้วให้ความรู้สึกที่กระชับมือและพรีเมี่ยม ถึงแม้พวงมาลัยจะมีการตัดขอบบนทำให้มันคล้ายทรงหกเหลี่ยมแต่ว่าตรงช่วงมุมมีการลบเหลี่ยมมุม ทำให้ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเหลื่ยมและยังมีความโค้งอยู่ ส่งผลให้เวลาที่เราหมุนพวงมาลัยสองมือหรือเวลาคืนพวงมาลัยนั้น ทำได้ราบรื่นกว่าแบบที่เป็นเหลี่ยมสันชัดเจน และน้ำหนัก ในการขับขี่ย่านความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. น้ำหนักพวงมาลัยค่อนข้างที่จะเบา ทำให้ขับขี่ง่าย แต่ถ้าหากความเร็วสูงขึ้นมาในช่วงที่เกินกฎหมายกำหนดพวงมาลัยจะรู้สึกว่าไวไปสักนิด ทำให้เราต้องคอยมานั่งจดจ่อกับมันมากเกินไป ส่งผลให้เดินทางไม่สบายเท่าที่ควร

 

 

 

ถ้าการขับขี่ยังไม่ใช่จุดเด่น แล้วอะไรจะเป็นจุดเด่นกันล่ะ?

 

หนึ่งจุดที่ต้องชมจริงๆเลย คือเรื่อง การใส่ใจในรายละเอียดของฟังก์ชันใช้งานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตัวอย่างเช่น ช่องชาร์จ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ไม่ต้องเอื้อมหรือเอนตัวมากเพื่อที่จะเสียบสาย ซึ่งฟังดูเหมือนเรื่องเล็กๆ แต่กลับมีผลต่อความรู้สึกของผู้โดยสารอย่างมาก

 

 

 

คอนโซลกลางวางตำแหน่งไว้ค่อนข้างต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ช่วงเข่าสำหรับผู้ขับที่ตัวใหญ่ หรือคนที่มีขายาว ลดโอกาสที่หัวเข่าจะไปชนกับตัวคอนโซล ถือเป็นการออกแบบที่คำนึงถึงสรีรศาสตร์ผู้ใช้งานได้ดี ช่อง USB ด้านหน้า สามารถเลือกการทำงานได้ 2 แบบ คือ ใช้เป็นแค่ช่องชาร์จไฟทั่วไป หรือจะเลือกให้เชื่อมต่อกับระบบ Apple CarPlay หรือ Android Auto บนหน้าจอกลางไปด้วยก็ได้ ซึ่งใช้งานง่าย เชื่อมต่อไวและไม่ต้องเข้าเมนูซับซ้อน หากต้องการตัดการเชื่อมต่อในกรณีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ก็สามารถ กดปุ่มเปลี่ยนได้ทันที โดยไม่ต้องดึงสายออกจากพอร์ต

 

 

 

แผ่นบังแดดสามารถหมุนจากตำแหน่งกระจกหน้ามายังด้านข้างได้ และที่สำคัญคือ สามารถเลื่อนเข้า-ออกเพิ่มเติมได้ ไม่ได้ล็อกอยู่แค่ตำแหน่งเดียว จุดนี้ถือว่า ตอบโจทย์คนที่ขับรถในท่าที่เอนหลังเยอะ (เช่นผมเอง ฮ่าๆ) เพราะเมื่อแดดส่องเข้าจากด้านข้าง ถ้าแผ่นบังแดดเลื่อนไม่ได้ มุมแสงจะพ้นตัวบังไป ทำให้ผู้ขับต้องเอียงศีรษะหนีแสงเอง ซึ่งทั้งรำคาญและอันตราย

 

 

 

แอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังถูกติดตั้งไว้ที่เสา B ทั้งสองฝั่ง ทำให้สามารถเอื้อมมือไปปรับทิศทางลมได้สะดวก ด้านหลังเบาะผู้โดยสารตอนหน้า มีการติดตั้งโต๊ะพับ  จะวางของเบา ๆ หรือใช้เป็นที่รองแท็บเล็ตหรือ Laptop ก็ได้ บริเวณหลังพนักพิงศรีษะยังออกแบบเป็นร่องแขวนกระเป๋า มาให้ด้วย แขวนถุงหรือของจุกจิกได้แบบไม่เกะกะพื้นที่วางเท้า 

 

 

 

แผ่นปิดพื้นของห้องเก็บสัมภาระด้านหลังไม่ได้ทำหน้าที่แค่ปิดของให้เรียบร้อยเท่านั้น เพราะสามารถยกขึ้นมาตั้งเป็นโต๊ะได้ในตัว เหมาะสำหรับใครที่ชอบออกทริป ตั้งแคมป์ หรือแม้แต่แค่จอดพักริมทางก็หยิบของขึ้นมาวางกินได้สบาย ๆ นอกจากนี้ ยังมีปลั๊กไฟ AC ติดตั้งไว้บริเวณท้ายรถด้วย เผื่อใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาออกนอกสถานที่ได้

 

 

 

 เบาะคู่หน้าสามารถปรับให้นอนราบและนวดติดผ่านการกดปุ่มที่อยู่ข้างเบาะได้ทันที ไม่ต้องคลำหาในจอให้เสียเวลาแม้ว่ารูปแบบการนวดจะต้องเข้าไปตั้งค่าในหน้าจอกลาง แต่แค่มีปุ่มเปิดโหมดนวดไว้ให้กดง่ายๆ เวลาเราจอดพักรอชาร์จไฟ หรือจอดแวะริมทาง ก็ถือว่าสะดวกต่อการใช้งาน

 

 

 

อีกหนึ่งลูกเล่นที่น่าสนใจคือ ตู้เย็นขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่ใต้ที่วางแขนกลางคอนโซลหน้า ซึ่ง KIA เคลมว่าสามารถปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ เย็นสุด 5°C ไปจนถึงร้อนสุด 55°C จากการใช้งานจริง ต้องบอกว่า มันทำหน้าที่ "รักษาความเย็น" ได้ดีมากกว่าการทำให้น้ำเย็น กล่าวคือ ถ้าคุณนำน้ำแช่เย็นมาเก็บไว้ในนี้ มันจะคงอุณหภูมิเย็นไว้ได้อย่างน่าพอใจ แม้ผ่านเวลาเดินทางไกลหลายชั่วโมง แต่หากคาดหวังว่าจะใส่น้ำที่อุณหภูมิห้องหรือแบบอุ่น ๆ แล้วให้กลายเป็นน้ำเย็นเจี๊ยบอาจจะต้องบอกว่า อย่าคาดหวังมาก เพราะระบบทำความเย็นไม่ได้รวดเร็วหรือทรงพลังถึงขนาดนั้น

 

นอกจากนี้ ชุดปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ก็ไม่ได้ถูกโยกไปอยู่ในหน้าจอกลางทั้งหมด ยังคงมีปุ่มลัดที่แยกออกมาบนแผงแดชบอร์ด ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงคำสั่งที่ใช้บ่อยได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียสมาธิหรือละสายตาจากถนน สิ่งเล็กๆเหล่านี้ทำให้ผู้ที่เพิ่งขึ้นมาขับครั้งแรก หรือผู้โดยสารที่ต้องการใช้งานฟีเจอร์พื้นฐานนั้นไม่ต้องเรียนรู้เยอะ ก็สามารถปรับตัวได้ง่ายและใช้งานได้ทันที ซึ่งตรงนี้ผมนับว่าเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของ KIA ที่อยากให้ทุกท่านได้มาลองสัมผัสเอง

 

 

 

มาดูเรื่องการชาร์จกันบ้างครับ


ในวันที่ผมต้องเดินทาง ผมมีเวลาแค่ 30 นาทีในการแวะเติมไฟ แบตเตอรี่ตอนนั้นเหลืออยู่ราว 25% ระยะทางบนหน้าปัดโชว์อยู่ราวๆ 100 กิโลเมตรนิดๆ ผมตั้งเป้าไว้ในใจว่า "เอาแค่นี้แหละ ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น" คิดในมุมคนใช้จริง บางครั้งเราอาจไม่มีเวลาให้รถชาร์จนาน ๆ ดังนั้นเวลาครึ่งชั่วโมงนี้แหละ คือบททดสอบ

 

สถานีที่เลือกใช้คือ EV Station PluZ ซึ่งในช่วงแรกที่เสียบชาร์จ กำลังไฟปล่อยมาแค่ 39.3 kW เพราะมีรถอีกคันใช้งานร่วมด้วย หน้าจอแจ้งว่าใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 33 นาทีถึงจะเต็ม แต่พอรถอีกคันถอดปลั๊กออก กำลังไฟก็พุ่งขึ้นมาเป็น 78.7 kW ทันที ผ่านไป 30 นาทีพอดี แบตจาก 25% ขึ้นมาเป็น 55% ระยะทางบนหน้าปัดเพิ่มเป็น 237 กิโลเมตร ถือว่าเติมมาได้พอสมควรสำหรับการเดินทางต่อ

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการชาร์จครั้งนี้คือ


ใครที่คิดจะเอารถ EV คันนี้ออกเดินทางไกล อาจจะต้องวางแผนจุดชาร์จระหว่างทางให้ดีครับ เพราะในโลกความจริง เราอาจต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ เช่น เวลาชาร์จที่จำกัด หรือกำลังไฟที่ปล่อยได้ไม่เต็มที่ ถ้าเตรียมตัวดี ก็ขับ EV ทุกคันได้แบบสบายใจไร้กังวลแน่นอน

 

 

 

ภาพรวม เจ้า KIA EV5 GT-LINE AWD อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบในทุกมิติ เช่น ความนุ่มนวลของช่วงล่างในบางจังหวะ หรืออาการของตัวรถตอนขับเร็ว ๆ ที่อาจทำให้ต้องใช้สมาธิหน่อย แต่ในทางกลับกัน มันก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า “นี่คือรถที่คิดมาดีสำหรับคนใช้งานจริง” โดยเฉพาะคนที่ใช้เดินทางกับครอบครัวในชีวิตประจำวันเป็นหลัก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากได้รถที่แตกต่าง ดีไซน์ที่ดูแปลกใหม่ และเข้าใจคนใช้งานในแง่ฟังก์ชันเล็กๆน้อยๆ ผมว่า KIA EV5 คันนี้ก็น่าเก็บไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกเลยครับ

 

 

บทความโดย: สุทธิพงษ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา


แชร์บทความนี้


ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

ส่งลูกฝึกขับ GO-KART เด็กเรียนรู้อะไร จากรถแข่งคันจิ๋ว จากสนามเล็กสู่การเปิดโลกใบใหญ่

14 ตุลาคม 2569

เมื่อ Mercedes-benz อยากสร้าง City Car แบรนด์ smart จึงเกิดขึ้น!

12 ตุลาคม 2569

อับเดทความคืบหน้า "ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ล่าสุด" ตุลาคม 2069 จบไหม?

8 ตุลาคม 2569

MAZDA 6e ซีดานไฟฟ้าลูกครึ่งสุดคุ้ม...ขับดี แบตฯ ใหญ่ แต่ปรับตัวเยอะ

29 กันยายน 2569

เรื่องเก่าเล่าใหม่...ที่คนใช้รถต้องรู้ “ลุยน้ำท่วม” ควรระวังอะไร?

26 กันยายน 2569

NIO FRIEFLY น่าซื้อเพราะว่า..ชอบดีไซน์ ความแตกต่าง คล่องตัวขนาดกำลังดี

14 กันยายน 2569

เจาะลึก REEV ขุมพลังทางเลือกใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ดีไหม เหมาะกับใคร?

14 กันยายน 2569

ลองระบบช่วยเหลือการขับขี่ใน MG URBAN ที่น่าจะได้ใช้งานบ่อย ๆ ใช้แล้วเป็นอย่างไร?

31 สิงหาคม 2569

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ