โตโยต้าเปิดตัว Prius Plug-in Hybrid รุ่นปี 2026 อย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ พร้อมรุ่นย่อยใหม่ Nightshade Edition ที่มาพร้อมชุดตกแต่งสีดำรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นตราสัญลักษณ์ มือจับประตู คิ้วกันชน และล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้ว มาพร้อมกับสีตัวถังเฉพาะอย่าง Karashi รวมถึงสีพรีเมียมอื่น ๆ อย่าง Wind Chill Pearl และ Midnight Black Metallic
Prius Plug-in Hybrid รุ่นปี 2026 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- รุ่น SE
- รุ่น XSE
- รุ่น Nightshade Edition
- รุ่น XSE Premium
โดยทุกรุ่นใช้ระบบไฮบริดเจเนอเรชันที่ 5 ของโตโยต้า มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวม 220 แรงม้า และมีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงเฉลี่ยประมาณ 22 กม./ลิตร แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 13.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) รุ่น SE สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกลประมาณ 71 กม. ขณะที่รุ่น XSE, Nightshade และ XSE Premium วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 64 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รองรับการชาร์จเร็วระดับ 2 สามารถชาร์จไฟให้เต็มภายใน 4 ชั่วโมง
ตัวรถมาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่
- EV Mode (ใช้ไฟฟ้าล้วน)
- Auto EV/HV Mode (ใช้ไฟฟ้าเป็นหลักและสลับใช้น้ำมันเมื่อจำเป็น)
- Hybrid Mode (ผสมผสานการใช้เครื่องยนต์กับมอเตอร์)
ภายในห้องโดยสารทุกรุ่นมาพร้อมมาตรวัดดิจิทัล และระบบ Toyota Audio Multimedia ที่มีให้ทั้งจอขนาด 8 นิ้วในรุ่น SE, XSE และ Nightshade และจอขนาด 12.3 นิ้วในรุ่น XSE Premium โดยรุ่น SE ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว, เบาะผ้าสีดำตัดแดงแบบปรับมือ, พวงมาลัยหุ้มหนัง, ระบบเบรกไฟฟ้า, ระบบกุญแจอัจฉริยะ, เซ็นเซอร์ฝน, พอร์ต USB-C 6 ช่อง และระบบเตือนจุดอับสายตา รุ่น XSE จะได้ล้อ 19 นิ้ว, เบาะคนขับไฟฟ้าหุ้มหนัง SofTex ปรับ 8 ทิศทาง, ระบบชาร์จไร้สาย และเพิ่มกุญแจอัจฉริยะสำหรับทั้งประตูหน้าและฝากระโปรงท้าย ส่วนรุ่น Nightshade Edition ใช้พื้นฐานจากรุ่น XSE แต่เสริมลุคสปอร์ตด้วยแถบตกแต่งลายคาร์บอนไฟเบอร์ในห้องโดยสาร ปิดท้ายด้วยรุ่น XSE Premium ที่มาพร้อมอุปกรณ์จัดเต็ม ทั้งระบบเสียงพรีเมียม JBL 8 ลำโพง, หลังคากระจก, เบาะหน้าระบายอากาศพร้อมระบบจดจำตำแหน่ง, ประตูท้ายไฟฟ้า, กระจกมองหลังดิจิทัล, กล้องรอบคัน และฟังก์ชัน Advanced Park ช่วยจอดอัตโนมัติทั้งแบบขนานและเข้าช่องตรง นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ 185 วัตต์ ซึ่งสามารถชาร์จแบตขณะจอดหรือวิ่งได้ พร้อมแสดงข้อมูลการผลิตไฟบนหน้าจอภายในรถ
ในด้านเทคโนโลยี รุ่นปี 2026 รองรับฟีเจอร์เชื่อมต่อมากมาย เช่น Drive Connect ที่มีผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง (“Hey Toyota”), ระบบ Cloud Navigation, ระบบ Wi-Fi Hotspot ที่รองรับอุปกรณ์ได้ถึง 5 เครื่อง, รองรับ Apple Music และ Amazon Music ผ่านระบบ Integrated Streaming รวมถึงเชื่อมต่อ Bluetooth สองเครื่องพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ความปลอดภัยมาตรฐาน Toyota Safety Sense 3.0 มาพร้อมระบบช่วยเบรกก่อนการชน, ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, เตือนออกนอกเลน, อ่านป้ายจราจร, ไฟสูงอัตโนมัติ และระบบ Proactive Driving Assist ที่ช่วยเบรกหรือควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติในบางสถานการณ์
สำหรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นของ Prius Plug-in Hybrid รุ่น SE อยู่ที่ 33,775 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.25 ล้านบาท) โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในโชว์รูมโตโยต้าในช่วงฤดูร้อนปี 2025 นี้ (ประมาณ 21 มิถุนายน ถึง 21 กันยายน 2025)









ที่มา: Toyota USA Newsroom