Isuzu Motors Limited และ Toyota Motor Corporation ได้ตกลงร่วมมือกันพัฒนารถบรรทุกไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ขนาดเบารุ่นใหม่ เพื่อเตรียมเข้าสู่การผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าเริ่มการผลิตในปีงบประมาณ 2027 (เมษายน 2027-มีนาคม 2028)
รถรุ่นนี้พัฒนาต่อยอดจากรถบรรทุกไฟฟ้า BEV รุ่น “ELF EV” ของ Isuzu และนำระบบ Fuel Cell รุ่นใหม่ของ Toyota (เจเนอเรชันที่ 3) มาใช้งานร่วมกัน ทั้งสองบริษัทจะร่วมพัฒนาระบบเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับการใช้งานหนักของรถเชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องใช้งานต่อเนื่องและวิ่งระยะทางไกล โดยใช้แนวทาง multi-pathway เพื่อสนับสนุนทั้งสังคมไฮโดรเจนและระบบโลจิสติกส์ที่เป็นกลางทางคาร์บอน
รถบรรทุกขนาดเบาประเภทนี้มักถูกใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน หลายคันติดตั้งระบบทำความเย็นหรือแช่แข็ง และต้องวิ่งส่งของหลายรอบต่อวัน ส่งผลให้ต้องใช้งานเป็นเวลานานและวิ่งในระยะทางไกล ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ การเติมพลังงานได้อย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
ในบริบทนี้ รถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell ซึ่งใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เมื่อเทียบกับรถ BEV ที่ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่า รถ FCV สามารถเติมเชื้อเพลิงได้รวดเร็วกว่า อีกทั้งยังวิ่งได้ระยะทางไกลต่อการเติมหนึ่งครั้ง ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องใช้งานหนักและต่อเนื่อง นอกจากนี้ รถ FCV ยังมีข้อดีด้านเสียงเงียบ การสั่นสะเทือนต่ำ และไม่ปล่อยก๊าซ CO₂ ระหว่างการใช้งาน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตัวรถรุ่นใหม่นี้จะใช้พื้นฐานจาก ELF EV ที่เปิดตัวในปี 2023 และพัฒนาด้วยแพลตฟอร์ม I-MACS ของ Isuzu โดยติดตั้งชุด Fuel Cell รุ่นใหม่ของ Toyota เพื่อเพิ่มความทนทานของตัวรถและยืดอายุการใช้งาน อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการใช้งาน FCV ในวงกว้างยังคงเป็นราคาที่สูง Isuzu จึงมุ่งลดต้นทุนด้วยการปรับโครงสร้างตัวรถและปรับปรุงกระบวนการผลิต ขณะที่ Toyota ก็พัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนเช่นกัน
นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังนำความรู้และประสบการณ์จากการพัฒนารถบัสเซลล์เชื้อเพลิง “ERGA FCV” รวมถึงผลลัพธ์จากโครงการทดลองใช้งานรถบรรทุก Fuel Cell ขนาดเบาโดย Commercial Japan Partnership Technologies Corporation มาต่อยอดในการพัฒนา โดยเน้นการยกระดับระบบควบคุมและปรับปรุงระบบโดยรวม เพื่อเพิ่มความทนทานของเซลล์เชื้อเพลิง และทำให้รถมีความน่าเชื่อถือและใช้งานได้จริงในระดับสูงตามที่รถเชิงพาณิชย์ต้องการ
ในช่วงที่หลายประเทศและหน่วยงานท้องถิ่นกำลังผลักดันการใช้ไฮโดรเจน ทั้งสองบริษัทก็ทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคธุรกิจในแต่ละพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฮโดรเจนให้แพร่หลายมากขึ้น โดย Isuzu มุ่งขยายทางเลือกของรถเชิงพาณิชย์พลังงานไฮโดรเจนและนำเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงของญี่ปุ่นมาใช้งานจริง ขณะที่ Toyota มองว่าไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ และกำลังพัฒนาในทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการใช้งาน ร่วมกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม และจะเดินหน้าขยายการใช้ไฮโดรเจนต่อไปเพื่อผลักดันให้สังคมไฮโดรเจนเกิดขึ้นจริงในอนาคต




ที่มา: Isuzu Global Newsroom