EN / TH

ซาอุฯ เปิดตัวรถแบรนด์ใหม่ครั้งแรกในโลก เซีย เอ็กซ์โซบอท

23 กันยายน 2569

BYD - REVER เปิดให้เข้าชมโรงงานพร้อมฉลองผลิต 100,000 คันในไทย ยอมรับการใช้ Local content ต้นทุนเพิ่มแต่พร้อม!

22 กันยายน 2569

โตโยต้า เคาะแผนเปิดตัว Hilux ไฮโดรเจนปี 2028

19 กันยายน 2569

เจาะลึกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน 7 เดือนเติบโต 0.1%

17 กันยายน 2569

DENZA Z9GT Super EV 1,100 แรงม้า BYD FLASH ชาร์จไฟ 10–97% ใน 9 นาที ครั้งแรกในไทย 2,899,900 บาท

17 กันยายน 2569

รถยนต์ไฟฟ้า BEV เหมาะกับใคร?

15 กันยายน 2569

Mitsubishi Eclipse Cross EV วิ่งได้ 650 กม.!!!

15 กันยายน 2569

Renault Niagara พลัง 1.3 ลิตร เทอร์โบ ขับขี่ได้เหมือนรถ SUV เข้าสู่ตลาดลาตินอเมริกา

15 กันยายน 2569

NIO FRIEFLY น่าซื้อเพราะว่า..ชอบดีไซน์ ความแตกต่าง คล่องตัวขนาดกำลังดี

14 กันยายน 2569

มาเลเซียเข้มกำแพงภาษีบีบรถนำเข้า BYDเร่งประกอบในประเทศ

14 กันยายน 2569

CHERY GROUP ดันพลัง REEV เป็นทางเลือกให้คนไทยในอนาคต

14 กันยายน 2569

GWM เปิดแพ็กเกจขยายการรับประกันแบตเตอรี่ ORA5 EV เป็น 10 ปี หรือ 220,000 กม. เริ่มต้น 6,500 บาท

14 กันยายน 2569

ไม่พบข้อมูล

กลับไปหน้า รถยนต์ไฟฟ้า

ซาอุฯ เปิดตัวรถแบรนด์ใหม่ครั้งแรกในโลก เซีย เอ็กซ์โซบอท

23 กันยายน 2569| จำนวนผู้เข้าชม 485

 เจดดาห์, ซาอุดีอาระเบีย, 22 กันยายน 2026 – เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Public Investment Fund - PIF) เสด็จเปิดตัวรถยนต์  รุ่น EXOBOT แบบ ซีดานและเอสยูวีอย่างเป็นทางการ  ภายใต้แบรนด์ เซีย (CEER)  โดยบริษัท เซีย มอเตอร์  จำกัด  ในงานเปิดตัวครั้งแรกในโลก(World Premiere) จัดขึ้นที่ CEER Manufacturing Complex (CMC)




|

 

 EXOBOT เรือธงรุ่นแรกของแบรนด์

EXOBOT คือรถยนต์เรือธงรุ่นแรกของ CEER และเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการพัฒนารถยนต์ 7 รุ่นภายในปี 2030 ครอบคลุมรถยนต์ขนาดกลางและขนาดกะทัดรัด พร้อมระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและกลุ่มราคาที่แตกต่างกัน รถยนต์ดังกล่าวจะผลิตที่ CEER Manufacturing Complex (CMC) ใน King Abdullah Economic City (KAEC) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง และเป็นหนึ่งในโรงงานที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในโลก

EXOBOT มีให้เลือก 2 รูปแบบตัวถัง คือ แบบซีดาน  และเอสยูวี  โดยแต่ละรุ่นสะท้อนนวัตกรรมของซาอุดีอาระเบียและความมุ่งมั่นของประเทศ ผ่านการผสานการออกแบบแห่งอนาคต เทคโนโลยีขั้นสูง สมรรถนะที่โดดเด่น และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ


การออกแบบของ EXOBOT ได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย มีรากฐานจากวัฒนธรรม และสะท้อนวิสัยทัศน์ของประเทศ รถยนต์ได้รับการออกแบบและพัฒนาทางวิศวกรรมภายในประเทศ โดยพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของซาอุดีอาระเบียและภูมิภาคตะวันออกกลาง EXOBOT ถือเป็นก้าวแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของการเดินทาง และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ซาอุดีอาระเบียในฐานะหนึ่งในกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค







การออกแบบแห่งอนาคต

รูปลักษณ์ภายนอกของ EXOBOT โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์ที่โดดเด่นแบบซาอุดีอาระเบีย ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนที่มีความพลิ้วไหวเป็นพิเศษ และรูปทรงด้านข้างที่ออกแบบยกสูงขึ้นในด้านท้าย ถ่ายทอดให้เห็นความพร้อมพุ่งทะยานแม้ขณะจอดนิ่ง รูปทรงของรถผสานส่วนที่ได้รับการขึ้นรูปอย่างเฉียบคมบริเวณด้านหน้าและด้านท้ายเข้ากับพื้นผิวที่โค้งพลิ้วอย่างสง่างามบริเวณห้องโดยสาร ก่อให้เกิดรูปลักษณ์ในแนวชีวกลศาสตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมโบราณของ Hegra   ดีไซน์ด้านหน้าให้ความรู้สึกที่ดุดันและมุ่งมั่น ผสานกับเอกลักษณ์ของไฟแนวนอนที่เพรียวบาง ช่วยให้ตัวรถดูกว้างขวาง และสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นบนท้องถนน


EXOBOT ซีดานมีความยาว 5.26 เมตร กว้าง 2.1 เมตร และสูง 1.43 เมตร ขณะที่ EXOBOT แบบเอสยูวีมีความยาว 5.02 เมตร กว้าง 2.1 เมตร และสูง 1.69 เมตร จัดอยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดใหญ่

 

EXOBOT มาพร้อมกระจกหน้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา โดยมีความยาว 2.4 เมตร และติดตั้งในมุมลาดเอียง 15 องศา ซึ่งเป็นมุมที่ลาดเอียงมากที่สุดในระดับเดียวกัน กระจกลามิเนตที่มีความบางเป็นพิเศษและมีสารเคลือบสะท้อนแสงขั้นสูงนี้ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์และทัศนวิสัย ปกป้องผู้โดยสารจากแสงแดด และลดการสะสมความร้อนจากแสงอาทิตย์ การออกแบบที่โดดเด่นยังสะท้อนความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของซาอุดีอาระเบีย ผ่านรายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงแถบไฟเอกลักษณ์จำนวน 32 แถบ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากปี 1932 ซึ่งเป็นปีที่ซาอุดีอาระเบียรวมประเทศและกลายเป็นราชอาณาจักร

ล้ออะลูมิเนียมขึ้นรูปน้ำหนักเบาที่มีเอกลักษณ์ช่วยเติมเต็มการออกแบบภายนอกของรถให้สมบูรณ์ โดดเด่นด้วยลวดลายรูปสามเหลี่ยมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากช่องเปิดสไตล์ Al-Lahuj3 ซึ่งพบในสถาปัตยกรรมทั่วราชอาณาจักร และยังช่วยเสริมท่วงท่าของ EXOBOT ให้ดูโฉบเฉี่ยว ทรงพลัง และทะมัดทะแมงมากยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่พักผ่อนอันเงียบสงบ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมมากมายที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยมุ่งสร้างพื้นที่เสมือนโอเอซิสสุดพิเศษและเป็นส่วนตัวที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

เมื่อเข้าสู่ห้องโดยสาร จะพบกับแผงควบคุมที่โอบเข้าหาผู้ขับขี่ พวงมาลัยแบบก้านที่มีขนาดกะทัดรัดช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมฟังก์ชันสำคัญต่าง ๆ ได้เพียงปลายนิ้ว และสามารถเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างราบรื่น กระจกบริเวณส่วนล่างของประตูสามารถเปลี่ยนจากแบบมีสีเป็นแบบทึบได้ทันทีด้วยการสัมผัสเพียงครั้งเดียว ให้ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ระหว่างห้องโดยสารที่สว่างพร้อมมุมมองที่กว้างขึ้น หรือความเป็นส่วนตัวอย่างเต็มที่







ประตูล้ำสมัย Shahin Wing Doors

หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ EXOBOT คือประตู Shahin Wing Doors ที่มีความยาวเกือบ 3 เมตร ได้รับแรงบันดาลใจจากการโผบินอย่างสง่างามของเหยี่ยว Shahin สามารถเปิดจากระยะไกลผ่านรีโมตกุญแจ หรือสั่งงานด้วยการสัมผัสเบา ๆ ที่ปุ่มควบคุมซึ่งติดตั้งอย่างแนบเนียนบนประตู โดยประตูจะเปิดออกอย่างนุ่มนวลเป็นแนวโค้ง 60 เซนติเมตร เพื่อสร้างช่องทางเข้า-ออกที่กว้างและสะดวกสำหรับผู้โดยสารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง


1,111 แรงม้าสมรรถนะเร้าใจ

EXOBOT ได้รับการพัฒนาบนสถาปัตยกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ใช้มอเตอร์ 3 ตัวและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ   ตอบสนองทันที เฉียบคมดั่งรถแข่งบนสนาม ระบบควบคุมการกระจายแรงบิดอย่างต่อเนื่อง (Continuous Torque Vectoring) และระบบช่วงล่างแบบแอคทีฟทำงานสอดประสานกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพ ความคล่องตัว และการควบคุมที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ ในเกรดสูงสุด EXOBOT ให้กำลัง  1,111 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ในระดับที่เหนือชั้น ด้าน EXOBOT รุ่นซีดานสัดส่วนตัวถังที่ต่ำและปราดเปรียว สามารถทำความเร็วจากการจุดจอดนิ่ง  100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.  ขณะที่รุ่นเอสยูวีสามารถทำความเร็วจากจุดจอดนิ่งถึง 100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม.





 

ออกแบบเทคนิค รับมืออากาศร้อนจัด

EXOBOT ได้รับการพัฒนาให้สามารถรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด แสงแดดอันร้อนแรง และการขับขี่ทางไกลที่ท้าทายในภูมิภาคนี้ โดยได้รับการออกแบบให้มีความทนทานต่อความร้อนในระดับสูง ด้วยระบบทำความเย็นขั้นสูง Halo Cooling EXOBOT มอบประสิทธิภาพการทำความเย็นในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม และสามารถทำได้ดีกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรง ในสภาพอากาศร้อนจัดตามแบบฉบับของซาอุดีอาระเบีย อุณหภูมิภายในห้องโดยสารสามารถลดลงจาก 65 องศาเซลเซียสเหลือ 32 องศาเซลเซียสภายใน 10 นาที การสะสมความร้อนจากแสงแดดลดลงได้ด้วยฟิล์มชนิดพิเศษ ผสานกับกระจกเคลือบเงิน 3 ชั้น ที่มาพร้อมระบบทำความร้อนและไล่ฝ้าในตัว รวมถึงการออกแบบอากาศพลศาสตร์บริเวณหลังคาที่ช่วยให้อากาศไหลเวียนได้อย่างเหมาะสมช่วยป้องกันการสะสมความร้อนเมื่อทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผู้โดยสารในทุกที่นั่งจึงสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายที่กระจายตัวอย่างรวดเร็วและทั่วถึง มอบความสะดวกสบายในทุกสภาพอากาศ

 

นิยามใหม่ของการควบคุม

EXOBOT มาพร้อมเทคโนโลยีระบบบังคับเลี้ยวด้วยไฟฟ้า (Steer-by-Wire) ที่ตัดแกนพวงมาลัยแบบดั้งเดิมออกไป มอบอิสระอย่างเต็มที่ทั้งในด้านการออกแบบ การจัดวางอุปกรณ์ตามหลักสรีรศาสตร์ และการตอบสนองของระบบบังคับเลี้ยวองศาการหมุนของพวงมาลัยลดลงจาก 400 องศาเหลือ 160 องศา ให้ผู้ขับขี่รู้สึกเสมือนกำลังควบคุมรถซูเปอร์คาร์ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบเลี้ยวล้อหลัง เพื่อช่วยให้วงเลี้ยวแคบลงและเพิ่มความคล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง เพิ่มเสถียรภาพเมื่อใช้ความเร็วสูง และเพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้ง

 

ระบบ HMI และการเชื่อมต่อ

ดีไซน์คอนโซลกลางแบบลอยตัว (Cantilevered) ออกแบบมาให้ผสานปุ่มควบคุมและหน้าจอดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนน พร้อมการตอบสนองที่แม่นยำและรวดเร็วเมื่อสัมผัส

 

EXOBOT มาพร้อมหน้าจอ Digital Horizon Display แบบโค้งขนาด 48 นิ้ว ซึ่งทอดยาวจากเสาด้านซ้ายถึงเสาด้านขวาของรถ ความละเอียด 8K พร้อมหน้าจอควบคุมกลางขนาด 10.4 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลังขนาด 8 นิ้ว ช่วยเนรมิตประสบการณ์ดิจิทัลในแบบฉบับของ CEER ให้กับเจ้าของรถ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามกว้างไกลดุจฉากในภาพยนตร์ของเส้นขอบฟ้ากรุงริยาด

EXOBOT นำเทคโนโลยี Virtual Voice Assistant ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในห้องโดยสาร ซึ่งเป้นเทคโนโลยีที่สามารถทำความเข้าใจและตอบสนองได้อย่างคล่องแคล่วทั้งภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ

 

นอกจากนี้ EXOBOT ยังเชื่อมต่อกับ CEER App ได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงระบบสำคัญของรถได้อย่างปลอดภัยและแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การตรวจสอบสถานะการชาร์จ การตั้งอุณหภูมิห้องโดยสารล่วงหน้า ไปจนถึงการควบคุมการจอดรถจากระยะไกล โดย CEER App จะเข้ามาช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานรถยนต์อย่างครบวงจร

 

วิศวกรรมความปลอดภัยทุกระบบ

การปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับการติดตั้งไว้ในทุกองค์ประกอบของ EXOBOT เพื่อสร้างห้องโดยสารที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนภายในรถ โดยมีระบบความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกันและเชิงปกป้องอย่างครบถ้วน ซึ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับความปลอดภัยระดับโลกไปอีกขั้น เทคโนโลยีความปลอดภัยประกอบไปด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ Cell-to-Pack ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันและมีความท้าทาย ระบบถุงลมนิรภัย 7 จุด รวมถึงโครงสร้าง Space Frame ที่ใช้กระบวนการหล่อและรีดขึ้นรูปอะลูมิเนียมขั้นสูง ผสานเข้ากับตัวถังและประตูเป็นหนึ่งเดียว

 

ระบบความบันเทิงอัจฉริยะ

ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ ผสานเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชันด้านความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกัน ทุกการเดินทางของเจ้าของรถจะเริ่มต้นด้วยกุญแจดิจิทัล ที่เชื่อมต่อการทำงานร่วมกับสมาร์ทวอทช์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

EXOBOT ผสานอินเทอร์เฟซดิจิทัลล้ำสมัยเข้ากับปุ่มควบคุมที่จัดวางอย่างพิถีพิถันสำหรับฟังก์ชันสำคัญต่างๆ เช่น การเปลี่ยนเกียร์ ระบบปรับอากาศ และการปรับระดับเสียง ส่งผลให้เกิดประสบการณ์การใช้งานที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยให้ความสำคัญทั้งกับนวัตกรรมและการใช้งานจริง

 

ระบบเสียงใน EXOBOT มอบประสบการณ์ที่แตกต่าง ด้วยเทคโนโลยี SoundStage Audio ซึ่งใช้ตัวกำเนิดคลื่นเสียง (Exciters) เพื่อเปลี่ยนส่วนต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เสียง โดยทำงานร่วมกับชุดอุปกรณ์เครื่องเสียงเฉพาะจุด เพื่อสร้างบรรยากาศเสียงรอบทิศทาง 360 องศา เสมือนกำลังนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ EXOBOT ยังมาพร้อมระบบกระจายกลิ่นตามความชอบส่วนบุคคล พร้อมมอบกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันได้ถึง 3 กลิ่น เพื่อสุนทรียภาพทุกการเดินทาง

 

อัปเดตอย่างต่อเนื่องด้วย OTA

EXOBOT ยังคงพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องแม้หลังออกจากโรงงานแล้ว ด้วยระบบ Over-the-Air (OTA) ที่อัปเดตซอฟต์แวร์เองได้อย่างไร้รอยต่อ เทคโนโลยี OTA ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการอัปเดตระบบจากระยะไกล แต่ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของรถ ปลดล็อกฟังก์ชันใหม่ และเติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน โดยทั้งหมดสามารถดำเนินการได้จากระยะไกลโดยไม่จำเป็นต้องนำรถเข้าศูนย์บริการ  EXOBOT ทุกคันจะยิ่งทวีความชาญฉลาด มีขีดความสามารถที่สูงขึ้น และตอบสนองรูปแบบการใช้งานส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้ในอนาคต

 

ระบบขับขี่อัตโนมัติ

EXOBOT มอบระบบช่วยเหลืออัจฉริยะที่ผู้ขับขี่สามารถสั่งการได้ตามต้องการ ตั้งแต่ระบบช่วยขับขี่แบบแฮนด์ฟรี ระบบเปลี่ยนช่องทางเดินรถอัตโนมัติ ไปจนถึงระบบขับขี่อัตโนมัติบนทางหลวงที่อาศัยการนำทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง EXOBOT นำเสนอระบบการขับขี่อัตโนมัติขั้นสูงที่ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยขับขี่ เพิ่มความปลอดภัย ลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ และสร้างความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

 

รู้จัก เซีย อุตสาหกรรมยานยนต์ซาอุฯ 

CEER เป็นรถแบรนด์แรกของประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยกลยุทธ์การผลิตภายในประเทศของ CEER มุ่งให้สามารถเข้าถึงรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการผลิตภายในประเทศที่ King Abdullah Economic City พร้อมตั้งเป้าหมายให้ระยะเวลาตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงการส่งมอบอยู่ในระยะเวลาสัปดาห์แทนที่จะเป็นเดือน แบรนด์มุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนวัสดุที่ผลิตในประเทศในรถยนต์เป็น 45% ภายในปี 2034 โดยมีห่วงโซ่อุปทานรองรับ เพื่อรับประกันการบริการหลังการขายที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ด้วยชิ้นส่วนอะไหล่ที่จัดหาได้ในประเทศ EXOBOT จึงเป็นเสมือนใบเบิกทางที่สำคัญให้ที่ช่วยขับเคลื่อนความมุ่งมั่นของซาอุดีอาระเบียในการก้าวสู่เวทีอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก

 

FIRST EDITIONแบ่ง 2 เกรดให้เลือก  

รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการเอกสิทธิ์ เอ็กซ์คลูซีฟอย่างแท้จริง โดย First Edition มีให้เลือกทั้งรุ่นซีดานและเอสยูวี ซึ่งทั้งสองรุ่นมาพร้อมสเปกขั้นสูงสุด และจะไม่มีการผลิตซ้ำอีกในอนาคต

 

EXOBOT First Edition ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลัง 850 แรงม้า และแรงบิด 1,000 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม.[4] ได้ภายใน 2.6 วินาทีสำหรับรุ่นซีดาน และ 2.9 วินาทีสำหรับรุ่นเอสยูวี4 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 112 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 560 กิโลเมตร6 สำหรับรุ่นเอสยูวี และ 670 กิโลเมตร5 สำหรับรุ่นซีดาน พร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 โวลต์ รองรับการชาร์จแบบความเร็วสูงจาก 10–80% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที

 

รุ่น First Edition ผสานรายละเอียดการออกแบบภายนอกและภายในที่พิถีพิถัน รูปลักษณ์ภายนอกมอบเอกลักษณ์ที่แตกต่างด้วยคาลิเปอร์เบรกสีแดงจับคู่กับชุดตกแต่ง Black Color Pack ห้องโดยสารภายในเป็นเบาะหนัง Nappa สีดำและแดง โดยพนักพิงศีรษะตกแต่งด้วยตราสัญลักษณ์ First Edition ประทับลงบนหนัง พร้อมพรมปูพื้นแบบพิเศษ และแผ่นป้าย First Edition ที่ออกแบบเฉพาะรุ่น เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของรถ

 

EXOBOT First Edition ทุกคันจะมาพร้อมแผ่นป้ายหมายเลขเฉพาะ ซึ่งตรงกับหมายเลขตัวถัง VIN เพื่อสะท้อนความพิเศษของรุ่น ผู้ซื้อสามารถเลือกสีภายนอกแบบพิเศษได้ 2 สี ได้แก่ Harrat Grey และ White Musk ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและมีระดับ


แชร์บทความนี้


ข่าว/บทความที่เกี่ยวข้อง

เจาะลึกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน 7 เดือนเติบโต 0.1%

17 กันยายน 2569

DENZA Z9GT Super EV 1,100 แรงม้า BYD FLASH ชาร์จไฟ 10–97% ใน 9 นาที ครั้งแรกในไทย 2,899,900 บาท

17 กันยายน 2569

มาเลเซียเข้มกำแพงภาษีบีบรถนำเข้า BYDเร่งประกอบในประเทศ

14 กันยายน 2569

เผยโฉม SUZUKI e SKY รถไฟฟ้า Kei Car แบต 26 kWh ชาร์จ DC 50 kW

25 สิงหาคม 2569

LEPAS เตรียมเปิดตัวรถยนต์ในไทยอีก 2 รุ่น L8 และ L6 SIVP ช่วงปลายปี 2026

24 สิงหาคม 2569

MAXUS eDELIVER รถตู้ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ เปิดราคา 990,000-1,300,000 บาท

24 สิงหาคม 2569

MAXUS eTERRON9 กระบะไฟฟ้า 100% แบต 102.2 kWh ระยะทาง 430 กม. WLTP เปิดรับจอง 1,690,000 บาท

24 สิงหาคม 2569

BYD SEALION 7 รุ่นย่อยใหม่ AWD Ultimate แบต 91.3 kWh ระยะวิ่ง 600 กม. NEDC สีตัวถังใหม่ แดงและม่วง

24 สิงหาคม 2569

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ