ปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ มีเทคโนโลยีทันสมัย แต่ขาดองค์ประกอบอีกอย่างนึงที่สำคัญสำหรับคนที่ชอบขับขี่รถยนต์โดยเฉพาะความเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถหรือความรู้สึก ได้ควบคุมให้รับรู้ว่ารถคันนี้คือยานพาหนะไม่ใช่คอมพิวเตอร์ จนกลายเป็นแค่ยานภาหนะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งยังขาดสุนทรียภาพและความหลงหลงใหลในการขับขี่ที่เคยมีในรถยนต์
Suzuki Fronx ไม่ใช่รถที่ขับดีและเทคโนโลยีมาก แต่เป็นอีกรุ่นนึงที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันคือรถยนต์และได้กลับมาขับความรู้สึกที่เป็นรถยนต์จริง ๆ อีกครั้ง ต้องรับว่า Fronx นำเข้าจากโรงงาน SUZUKI ประเทศอินโดนีเซีย งานประกอบวัสดุอาจยังไม่ค่อยเนียบเท่าประกอบในบ้านเรานัก แต่ด้วยความร่วมมือเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)



ปัจจุบันกลุ่มคู่แข่งโดยตรงคือ Toyota Yaris Cross, Nissan Kicks และ Mitsubishi Xforce ซึ่ง Fronx จะมีความเสียเปรียบในเรื่องขุมพลัง ที่ไม่ใช่ Full-Hybrid อัตราสิ้นเปลืองอาจจะไม่โดดเด่นนัก แต่จะได้ความเป็นรถยนต์สันดาปมากกว่า แม้มีระบบไฮบริดแต่เป็นระบบเล็ก ไม่ได้ช่วยเรื่องความแรงมากนัก เน้นช่วยลดใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ลงในช่วงความเร็วลอยลำนิ่ง ๆ เท่านั้น แต่หากคนที่ต้องการนำไปปรับแต่งต่อยอด จะได้เปรียบมากหน่อย ทั้งเรื่องการปรับปรุงเครื่องยนต์ และไม่ต้องกลัวเรื่องความยุ่งยากของระบบไฮบริดมากนัก ดูแลบำรุงรักษาง่ายกว่า และตัวรถที่มีขนาด ความยาว 3,995 มม. กว้าง 1,765 มม. สูง 1,550 มม. ฐานล้อยาว 2,520 มม. ความาสูงใต้ท้อง 170 มม. และ รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.8 เมตร ให้ความคล่องตัวมากในเมื่อง






Option ที่มีให้ก็ถือว่าไม่แพ้ใครนะด้วยกล้องมองรอบคันระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ ครบถ้วน Suzuki Safety Support เช่น ระบบช่วยเตือนออกนอกเลน, ระบบเตือนมุมอับสายตาด้านข้าง, ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันตามคันหน้า, ระบบเตือนเมื่อมีรถมาขณะถอยหลัง, ไฟหน้าเปิดปิดอัตโนมัติและไฟสูงอัตโนมัติ เป็นต้น ด้วยรูปลักษณ์ที่ออกจะโบราณด้วยซ้ำไม่มีที่ทันสมัยไปกว่ารถในปัจจุบันนี้เลย แต่กลับมีความรู้สึกที่ ขับขี่แล้วยังมีความรู้สึกที่เป็นรถยนต์อยู่ เค้าไม่ได้เป็นรถที่ขับดีที่สุดแรงที่สุดและทันสมัยที่สุดเลยแต่แบบให้อารมณ์เหมือนเราได้ควบคุมรถยนต์อย่างแท้จริง

เครื่องยนต์ 1.5 ไฮบริดแบบประหยัดหรือเรียกว่า Mild Hybrid (ISG) ก็ได้ไม่ได้เน้นประหยัดมาก แต่ด้วยรูปทรงขนาดรถและน้ำหนักเพียง 1,055 กก. พร้อมกับเกียร์ 6 จังหวะ ทำให้สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองได้อย่างน่าประทับใจไม่แพ้แบบ Full Hybrid รองรับ น้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด E20 จากการลองใช้มาทั้งหมด 4 วัน ขับขี่ทั้งในเมืองนอกเมืองขับเร็วขับช้ารถติดสลับหยุดนิ่งเจอมาหมดทุกรูปแบบ อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ได้คือ กม./ลิตร กับถังน้ำมันจุ๋มจิ๋มขนาด 37 ลิตร แม้ว่าอัตราเร่งจะไม่หวือหวานักแต่ใช้งานทั่วไปถือว่าผ่านเลย เมื่อเทียบเท่ากับเครื่อง 1.5 ลิตรทั่ว ๆ ไปในสมัยก่อนที่เราใช้กันวิ่งทั่วบ้านทั่วเมือง

สำหรับอัตราสิ้นเปลืองในเมืองที่ขับได้บนมาตรวัดราว ๆ 13.9 กม./ลิตร แต่ถ้าขึ้นทางด่วนแล้วใช้ความเร็ว ๆ สูง ลากรอบยาวหน่อยก็จะหล่นลงไปที่ 12 กม.ลิตร ส่วนการขับขี่ออกต่างจังหวัดความเร็วเดินทาง ตาม ๆ กันในสภาพจราจรหนาแน่น มีเร่งแซงบ้างบางจังหวะตัวเลขที่ได้คือ 16.2 กม./ลิตร เชื่อว่าถ้าเป็นท่านอื่น ๆ ที่ขังแบบชิว ๆ จะได้ตัวเลขสวยกว่านี้ แต่ผมอาจจะเน้นการขับตามจังหวะเดี่ยวเร็วหรือช้าสลับกันไปตามสภาพการจราจร บนมอเตอร์เวย์ กทม.-พัทยา


ภายในไม่แคบมากแต่ก็ไม่ได้กว้างเกินไปหลังคาทรงเตี๊ยแต่ก็โปร่ง โล่งพอดี ออกแนวคูเป้สปอร์ตด้วยซ้ำ แต่พื้นที่ใช้สอยมากมายพอใช้งานได้อย่างครบครันไม่แพ้รถรุ่นใหม่ ๆ มาตรวัดเวลาอยู่ในตำแหน่งผู้ขับขี่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับสู่รถในยุคก่อนหน้านี้ที่มองง่ายไม่ซับซ้อน เหมือนการที่เราควบคุมรถมากกว่ารถควบคุมเรา แต่ดันแอบล้ำด้วยการติดตั้ง Head-Up Display มาให้เฉยเลย โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยในรุ่นท็อปตัวนี้มีมาให้ครบเลยไม่แพ้ที่อยู่ในรถไฟฟ้ารุ่นใหม่






สมรรถนะ Suzuki Fronx GLX Plus
Fronx ให้ความรู้สึกคงความเป็นรถยนต์ที่เน้นการสัมผัสถึงการควบคุมรถ เมื่อเทียบกับรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นด้วยกันแล้ว สมรรถนะอัตราเร่งอาจจะไม่เน้นความแรงเท่าคู่แข่งนัก เพราะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ที่ระบบไฮบริดแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย แต่ในจังหวัออกตัวสัมผัสได้ถึงแรงฉุด "เบา ๆ" จากไดชาร์จที่ทำตัวเป็นมอเตอร์ช่วยเสริมแรงได้ระดับหนึ่ง โดยการเร่งออกตัวนั้นจะรู้สึกตึงเท้า ไม่รอรอบมากนัก หากเป็นเครื่องยนต์ปกติ จะมีอาการห้อย ๆ ในช่วงรอบต่ำ การจะเร่งขึ้นไป ใน Fronx กลับไม่มีอาการนั้น กดคันเร่งรอบเครื่องและระบบเกียร์พร้อมพุ่งทันที และไต่ระดับความเร็วไปตามน้ำหนักเท้าที่กดคันเร่ง พร้อม ๆ กับการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ 6 จังหวะ ไม่ใช้ CVT นับเป็นจุดเด่นของ Fronx ที่ไม่คบระบบเกียร์สายพาน ทำให้ได้อารมณ์ความสนุกพอตัว
อัตราเร่งไม่ได้แรงมากนักถ้าเทียบกับรถกลุ่มเดียวกัน แต่หากลากรอบได้ความมันจากเสียงของเครื่องยนต์ และเมื่อความเร็วลอยลำไปแล้ว ระบบ Mild Hybrid (ISG) ที่แหละครับ เริ่มส่งผลผลที่จะช่วยเสริมเครื่องยนต์ให้ทำงานน้อยลง และหากขับความเร็วคง ๆ ที่ นิ่ง ๆ นาน ๆ ยิ่งช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น จากการที่ใช้ความเร็วคงที่ราว ๆ 100 กม./ชม. ตัวเลขประหยัดบนมาตรวัดค่อย ๆ ขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ กลับกลายเป็นว่า Fronx เหมาะกับการขับขี่ทางไกลมากกว่าในเมือง ทำตัวเลขได้สุงสุดที่ผมขับได้ 16.2 กม./ลิตร ในจุดนี้เองอาจส่วนทางกับตัวรถที่เน้นใช้งานในเมืองเพื่อความคล่องตัว ซึ่งหลังจากขับขี่ในเมืองสภาพหลากหลายรูปแบบนั้น ตัวเลขอาจไม่ค่อยประทับใจนัก แต่ส่วนมากจะไม่ต่ำกว่า 13 กม./ลิตร นั่นอาจเป็นจุดที่ทางซูซูกิอาจต้องปรับปรุงให้ใช้งานในเมืองประหยัดขึ้นตามสไตล์ตัวรถคันนี้

การควบคุมพวงมาลัยน้ำหนักกำลังดี ไม่เบาเกินไปควบคุมได้ง่ายและนิ่ง และสิ่งที่คาดไม่ถึงว่าเจ้ารถครอบครัวบ้าน ๆ แบบนี้ จะสามารถทำระบบช่วงล่างได้เกาะหนึบได้เกินคาด และจังหวะโยน ยุบ ของช่วงล่าง นับว่าดีไม่แพ้รถเก๋งทรงเตี๊ย ๆ เลย แม้ว่าขนาดยางเพียง 195/60R16 แต่กลับควบคุมรถได้ดีในทางโค้งยาว ๆ บนทางด่วนหรือแม้แต่การเปลี่ยนเลนอย่างเร่งด่วน และให้ความแน่นหนึบแบบที่ไม่กระด้างทั้งคนนั่งตอนหน้าและตอนหลังอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วต้องแอบเสียดายคือ ระบบเบรกด้านหลังเป็น "ดรัม" ในขณะที่รถระดับเดียวกันดิสก์กันหมดแล้ว แต่การเบรกทั้งความเร็วต่ำและสูงก็ไม่ได้เกินควบคุมแต่อย่างใด สามารถชะลอหรือหยุดได้แม่นยำไม่แพ้พวกดิสก์หลังเลย เพียงแต่อาจต้องเพิ่มน้ำหนักในการกดแป้นเบรกอีกเล็กน้อยในสถานการณ์ที่ต้องหยุดรถอย่างรวดเร็ว การทำงานของระบบดรัมเบรกจะจับดุมล้อให้มีความฟืดช้ากว่าแบบดิสก์อยู่แล้ว แต่ก็ยังเอาอยู่ มั่นใจไม่น่าห่วงเท่าไหร่ในจุดนี้ ส่วนเรื่องความเงียบอาจไม่ได้เป็นรถที่กั้นเสียงจากภายนอกได้ดีนัก ยังมีเสียงลมใต้ท้อง เสียงยางกับพื้นถนนและเสียเครื่องยนต์ที่เร่งดังเข้ามาในห้องโดยสารตลอด เพียแค่เปิดเพลงดังขึ้นอีกหน่อยก็กลบได้สบาย และมาพร้อมกับลำโพงที่ให้เสียงครบทุกย่านพอฟังได้สำหรับผมที่หูธรรมดา ๆ แล้วเพียงพอครับ
Suzuki Safety Support ความปลอดภัยมาครบเกินคู่แข่งหลายรุ่นนะ
ระบบช่วยเหลือการขับขี่มีครบ ทั้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า เตือนออกนอกเลนพร้อมระบบช่วยดึงกลับ เตือนมุมอับสายตาด้านข้าง เตือนเมื่อมีรถขณะถอยหลัง และกล้องรอบคัน ที่ไม่คมชัดเท่ารถจากค่ายจีนแต่ก็ให้ความชัดระดับน่าพอใจ ปรับเปลี่ยนมองไ้ด้ด้วย ที่รถในกลุ่มนี้บางรุ่น ไม่มีนะ และระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามคันหน้า ปรับระยะใกล้ไกลได้ นอกจากนี้ยังทำงานได้นุ่มนวลกว่ารถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นอีกด้วย

Suzuki Fronx GLX Plus 799,000 บาท แพงแหละถ้าเทียบกลุ่มเดียวกัน
แม้จะเป็นรถที่ไม่ได้น่าสนใจที่สุดและอาจจะไม่ทำยอดขายได้ดีมาก แต่ในราคานี้กับคนที่ต้องการมองหารถที่ให้สัมผัส “ฟิลลิ่ง” ทุกอย่างที่ยังคงอยู่ในการควบคุมของผู้ขับขี่ Suzuki Fronx คันนี้น่าจะพอตอบโจทย์คุณได้ ไม่ว่าจะซื้อเป็นรถครอบครัวคันแรกหรือ คันเดียวในบ้าน ที่ไม่จุกจิก อะไหล่หาง่าย เช็คระยะแต่ละรอบไม่แพงมากตามสไตล์รถญี่ปุ่นขนาดเล็กและขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน หรือว่าคุณอาจจะอยากซื้อเพื่อใช้ขับขี่ท่องเที่ยวเล่นเป็นรถที่ซื้อเพิ่มอีกหนึ่งคันในงบไม่เปลืองมากนักฝช้ยาว ๆ ก็น่าจะตอบโจทย์คนที่ต้องการรถที่เอาไว้ใช้งานได้หลากหลายในราคาที่ย่อมเยาและเป็นรถที่ดูแลรักษาง่ายอีกด้วย สุดท้ายนี้ยังสามารถนำไปตกแต่งได้โดยที่ไม่ต้องคิดมากต่อให้ประกันหมดคุณก็สามารถซ่อมบำรุงอู่นอกได้อย่างสบายใจ
อยากให้ Suzuki ปรับเพิ่ม ก่อนตลาดวาย!
สิ่งที่ควรเพิ่มใน Fronx GLX Plus ยิ่งเพิ่งมูลค่ามากขึ้นได้อีก คือ
- บังแดดแบบแข็งพร้อมกระจกด้านคนขับ
- กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ
- ที่วางแขนพร้อมช่องวางแก้วเบาะหลัง
- ลำโพงดี ๆ อีกสักชุด
- เบรกมือไฟฟ้า+Auto Hold
- ดิกส์หลัง (มีก็จะดีกว่า)
ด้วยราคาระดับนี้ทำให้สู้รถยนต์ที่มีราคาใกล้เคียงกันได้อยากมาก ๆ หากมีการปรับเพิ่มหรือลดอุปกรณ์บางอย่างให้สมน้ำสมเนื้อและทันสมัยขึ้น ในราคาเท่าเดิม คาดว่าจะเป็นจุดที่ดึงความสนใจของลูกค้ากลับมาได้บ้าง จากรูปลักษณ์มีดีหลายจุด ความรู้สึกส่วนตัวมองดูคล้ายกับ "City HB ยกสูง" หรือ "Subaru XV Junior" หรืออาจจะคล้าย "CH-R เวอร์ชั่นตัวถังสั้นลง" เหมาะกับหนุ่มสาวที่ซื้อขับแบบไม่ต้องพะวงกับระบบต่าง ๆ ของรถมากนัก เปิดประตู กดปุ่มสตาร์ท ขับอย่างเดียวไม่ต้องยุ่งยากกับหน้าจอ และราคาซ่อมบำรุงแต่ละระยะทางก็ไม่แพง เช่น
เช็คที่ 40,000 กม. หรือ 24 เดือน ราคา 5,631 บาท
เช็คที่ 80,000 กม. หรือ 48 เดือน ราคา 4,625 บาท
เช็คที่ 100,000 กม. หรือ 60 เดือน ราคา 6,768 บาท
ในรอบเช็คระยะอื่นราว ๆ 2 พันกว่าบาทเท่านั้น

ไปลองขับก่อนนะครับไม่ต้องเชื่อผมใครที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่ใหม่สด ๆ ล้ำ ๆ อาจต้องมองข้ามคันนี้ไปได้เลย แต่สำหรับคนที่ยังต้องการสุนทรียภาพการควบคุมการสัมผัสและการสื่อสารระหว่างตัวรถกับคนขับอยู่แล้วก็น่าจะเป็นอีกรุ่นนึงที่สามารถตอบโจทย์คุณได้ครับ
กลุ่มผู้ซื้อรถในปัจจุบันอาจมองเรื่องราคากับความคุ้มค่า ทั้งสมรรถนะ ความแรง ประหยัด ความปลอดภัย และการดูแลรักษา แม้ Fronx จะมีคุณสมบัติไม่ครบทุกด้าน แต่อาจตรงใจใครที่ชอบรถยนต์อเนกประสงค์ 5 ประตู พลังไฮบริดเล็ก ๆ ยกสูงลุยได้นิดหน่อย ด้วยความสูงใต้ท้อง 170 มม. ให้ความมั่นใจใช้งานยาว ๆ และหมดวังวลอีกด้วยครับ
บทความ : สินธนุ จำปีศรี