ตำนานอันน่าสนใจของรถยนต์ SUV บนโลกนี้ หนึ่งในนั้นคือ ISUZU ราชาแห่งรถปิคอับและรถยนต์อเนกประสงค์ทั้งในไทยและญี่ปุ่น ครั้งหนึ่ง "ISUZU VehiCROSS" เคยสร้างความฮือฮาและแปลกใหม่ ด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร และล้ำยุคที่สุดหลังเผยโฉมครั้งแรกเมื่อปี 1993 ในฐานะรถแนวคิด (Concept Car) ที่งาน Tokyo International Auto Show ปี 1993 ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการยานยนต์ในยุคนั้นอย่างมาก

ปี 1997: ก่อนที่จะมี MU-X เคยมีรถ SUV ขนาดกะทัดรัดรุ่นหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านสมรรถนะการลุยแบบออฟโรดที่แกร่งดั่งรถกระบะและดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย นั่นคือ Isuzu VehiCROSS
Isuzu VehiCROSS เป็นรถ SUV ขนาดกะทัดรัดที่มีดีไซน์ล้ำยุค เปิดตัวครั้งแรกในปี 1997 และได้รับคำชื่นชมอย่างมากในเรื่องสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด ด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 'Torque on Demand' (TOD) จาก BorgWarner รถรุ่นนี้ผสานจุดเด่นของทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน โดยมีระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับการขับขี่บนถนนปกติ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบล็อกเฟืองท้ายพร้อมเกียร์ต่ำสำหรับการลุยเส้นทางออฟโรด การออกแบบที่มีระยะฐานล้อสั้นช่วยเพิ่มความคล่องตัวและสมรรถนะการขับขี่บนถนน ในขณะที่โครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-Ladder-Frame ระบบช่วงล่างที่มีระยะยุบตัวสูง และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทำให้รถรุ่นนี้มีขีดความสามารถสูงเยี่ยมเมื่อต้องเผชิญกับเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดุดันและโฉบเฉี่ยวถือว่ามีความแปลกใหม่และล้ำสมัยมากในยุคนั้น ความโดดเด่นนี้ดึงดูดความสนใจจากผู้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายราย จนได้รับเลือกให้เป็นยานพาหนะหลักในภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Mission to Mars (ปี 2000) และยังได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง Babylon A.D. (ปี 2008) ที่นำแสดงโดย Vin Diesel อีกด้วย

ในหนังเรื่อง Babylon A.D. (ปี 2008) คันเล็กมาจนต้องซูม!!

ในหนังเรื่อง Mission to Mars (ปี 2000)
สมัยเด็ก ๆ ผมเคยรู้สึกว่า VehiCross นั้นเป็นการใช้พื้นฐานเดียวกับพวกรถยนต์ปิคอัพหรือใน Isuzu Cameo แต่เป็นการสร้างขึ้นใหม่เป็นรุ่นเฉพาะแต่อาจจะมีการใช้เครื่องยนต์และภายในร่วมกันบ้าง Isuzu VehiCROSS เปิดตัวครั้งแรกในตลาดญี่ปุ่น (1997-1999) ก่อนจะบุกตลาดสหรัฐอเมริกา (1999-2001) และมีการออกแบบเส้นสายดุดัน โฉบเฉี่ยว กระจังหน้าเอกลักษณ์เฉพาะตัว และล้ออะไหล่ที่ซ่อนอยู่ตรงฝากระโปรงท้าย ขุมพลัง: เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.2 ลิตร ให้กำลัง 215 แรงม้า ระบบขับเคลื่อน: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ Torque-on-Demand (TOD) พร้อมช่วงล่างที่ปรับแต่งสำหรับการลุยเส้นทางออฟโรด
VehiCROSS ผลิตรถออกมาเพียง 5,958 คันในช่วงปี 1997 ถึง 2001 แต่ความหายากของรถรุ่นนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ไม่มีใครต้องการมันแต่อย่างใด ย้อนกลับไปในปี 1993 Isuzu ได้เผยโฉมรถต้นแบบรุ่น VX ซึ่งมาในสไตล์รถต้นแบบทั่วไป คือ เป็นรถออฟโรดที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวล้ำสมัยจนดูเหมือนว่าคงไม่มีทางถูกนำมาผลิตจริงได้ แต่ด้วยความเป็น Isuzu ทางบริษัทกลับมีวิธีที่จะนำรถต้นแบบสุดล้ำนี้มาขึ้นสายการผลิตจริงโดยมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เพื่อให้สามารถนำ VehiCROSS เข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ผู้บริหารของ Isuzu จึงตัดสินใจใช้มาตรการลดต้นทุนอย่างเข้มงวด โดยมีการมอบหมายให้ทีมงานจำนวน 15-20 คนรับหน้าที่เปลี่ยนรถต้นแบบคันนี้ให้กลายเป็นรถที่ผลิตขายจริง ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งหนึ่งของกรอบเวลาปกติที่ใช้ในการพัฒนารถยนต์ทั่วไป และนับเป็นจุดเริ่มต้นคอนเซปต์ของ Isuzu VehiCROSS เกิดขึ้นจากการที่ Isuzu ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์
คำว่า VehiCROSS มาจากการผสมคำระหว่าง Vehicle (ยานพาหนะ) และ Motocross(รถจักรยานยนต์วิบาก) สะท้อนถึงเป้าหมายที่ต้องการหลอมรวมความคล่องตัว ดุดัน และสมรรถนะการลุยแบบมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับรถยนต์อเนกประสงค์ ตัวถังและโครงสร้างอลูมิเนียมแฮนด์เมด บนแชสซีส์ที่สร้างขึ้นพิเศษเหล็กปั๊มขึ้นรูป บนแชสซีส์ย่อส่วนจาก Isuzu Trooper
ในยุคที่รถ SUV ส่วนใหญ่มีรูปทรงเป็นกล่องเหลี่ยม ๆ หนา ๆ ทีมออกแบบของ Isuzu นำโดย Satomi Murayama และ Shiro Nakamura (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้สร้างสรรค์รถดีไซน์ล้ำอย่าง Nissan Juke และ GT-R R35) ณ สตูดิโอออกแบบของ Isuzu ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้ตั้งโจทย์ในการสร้างรถยนต์ที่น้ำหนักเบา กะทัดรัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้งานได้จริง" (Lightweight, compact, ecologically clean and functional) ผสมผสานดีไซน์ที่โค้งมน ลื่นไหล ออร์แกนิกแบบรถสปอร์ต แต่ครึ่งล่างเสริมด้วยวัสดุพลาสติกกันกระแทกสีดำด้าน (Cladding) รอบคันเพื่อแสดงถึงความสมบุกสมบัน มีโอเวอร์แฮงค์ (ระยะยื่นจากล้อถึงปลายกันชน) ที่สั้นมาก เพื่อเพิ่มมุมไต่และมุมจากสำหรับการลุยออฟโรด

เดิมที Isuzu สร้างรถคันนี้ขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างภาพลักษณ์เท่ ๆ ให้กับแบรนด์เท่านั้น โดยไม่ได้ตั้งใจจะผลิตเพื่อจำหน่ายจริงตั้งแต่แรก แต่เนื่องจากกระแสตอบรับจากผู้เข้าชมงานท่วมท้นและเรียกร้องให้ผลิตจริง Isuzu จึงตัดสินใจเดินหน้าสายการผลิต ความมหัศจรรย์คือ เวอร์ชันขายจริง (Production Car) ในปี 1997 มีหน้าตาแทบจะถอดแบบมาจากรถคอนเซปต์ในปี 1993 เกือบ 100% ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยแชร์โครงสร้างและชิ้นส่วนกลไกขับเคลื่อนความทนทานร่วมกับ Isuzu Trooper เพื่อประหยัดต้นทุนในการพัฒนา หากอยากเห็นภาพเปรียบเทียบหรืออยากรู้ว่าทีมวิศวกรแปลงรถต้นแบบคันนี้มาเป็นรถขายจริงได้อย่างไรในเวลาอันสั้น

สเปคทางเทคนิคของ Isuzu VehiCROSS เวอร์ชันผลิตจริง (ปี 1997-2001) มีการแบ่งออกเป็น 2 โมเดลหลักตามตลาดที่วางจำหน่าย โดยสเปคโดยรวมของตัวรถมีรายละเอียดดังนี้
ขุมพลังเครื่องยนต์ 2 เวอร์ชั่น
ช่วงแรกที่ขายในญี่ปุ่นจะใช้เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร (ตลาดญี่ปุ่น ปี 1997-1999)
- รหัสเครื่องยนต์: 6VD1 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว
- ความจุ: 3,165 ซีซี
- กำลังสูงสุด: 215 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที
- แรงบิดสูงสุด: 284 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที
ตลาดอเมริกาจะได้รับเครื่องยนต์บล็อก 3.5 ลิตรที่มีแรงบิดสูงขึ้น (ตลาดอเมริกา/ญี่ปุ่น ปี 1999-2001)
- รหัสเครื่องยนต์: 6VE1 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว
- ความจุ: 3,494 ซีซี
- กำลังสูงสุด: 215 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที
- แรงบิดสูงสุด: 312 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: ประมาณ 8.8 วินาที
ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ระบบ Torque-on-Demand (TOD) พัฒนาโดย BorgWarner ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และเซนเซอร์ 12 จุดรอบคัน สามารถส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้าและหลังโดยอัตโนมัติตามการลื่นไถล (สเปคอเมริกาจะเป็น 4WD ตลอดเวลา ส่วนญี่ปุ่นมีรุ่น 2WD ให้เลือก)
- ระบบกันสะเทือนหน้า: ปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมทอร์ชันบาร์
- ระบบกันสะเทือนหลัง: คอยล์สปริงแบบ Multi-link 4-Link พร้อมคานแข็ง
- โช้คอัพพิเศษ: โช้คอัพอลูมิเนียมแบรนด์ KYB พร้อมซับแทงค์ (Monotube Shocks with Remote Reservoirs) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับรถแข่งแรลลี่ ช่วยระบายความร้อนได้ดีเยี่ยมเมื่อวิ่งออฟโรดด้วยความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Torque-on-Demand (TOD) ที่ติดตั้งใน Isuzu VehiCROSS พัฒนาขึ้นโดยบริษัท BorgWarner ถือเป็นหนึ่งในระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะยุคแรกของโลกที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาควบคุมอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งล้ำหน้ากว่าระบบขับเคลื่อนของรถ SUV ทั่วไปในยุค 90s เป็นอย่างมาก
1. หลักการทำงาน: ขับสองเมื่อถนนแห้ง ขับสี่เมื่อลื่นไถล
ในสภาวะการขับขี่ปกติบนถนนแห้ง ระบบ TOD จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง 100% เพื่อลดแรงเสียดทานและประหยัดน้ำมัน แต่เมื่อระบบตรวจพบว่าล้อเริ่มสูญเสียการยึดเกาะ คอมพิวเตอร์จะสั่งการให้ชุดคลัตช์ไฟฟ้า (Electromagnetic Multi-plate Clutch) ในเกียร์ทรานสเฟอร์ (Transfer Case) จับตัว เพื่อแบ่งกำลังไปให้ล้อคู่หน้าโดยอัตโนมัติ ระบบนี้สามารถแปรผันการกระจายกำลังระหว่าง ล้อหน้า : ล้อหลัง ได้ตั้งแต่ 0:100 ไปจนถึง 50:50 ภายในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที
2. สมองกลและเซนเซอร์ 12 จุด
สิ่งที่ทำให้ TOD เหนือกว่าระบบขับสี่แบบโบราณคือการใช้กล่องควบคุม ECU ประมวลผลร่วมกับเซนเซอร์วัดค่าถึง 12 จุดรอบคัน เพื่ออ่านพฤติกรรมของรถและสภาพถนนแบบ Real-time ได้แก่:
- เซนเซอร์ความเร็วล้อ (Wheel Speed Sensors): ตรวจจับความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังเพื่อดูว่ามีล้อใดล้อหนึ่งหมุนฟรีหรือไม่
- เซนเซอร์ตำแหน่งลิ้นเร่ง (Throttle Position Sensor): ดูว่าผู้ขับขี่กดคันเร่งลึกแค่ไหน หากกดคันเร่งจมทันที ระบบจะเตรียมส่งกำลังไปล้อหน้าล่วงหน้าเพื่อป้องกันการลื่นไถล
- เซนเซอร์ระบบเบรก ABS: ทำงานร่วมกันเพื่อกระจายแรงเบรกและแรงบิดให้สอดคล้องกัน
3. จอแสดงผลข้อมูลบนหน้าปัด (TOD Graphic Display)
ภายในห้องโดยสารของ VehiCROSS จะมีแถบไฟกราฟิกรูปตัวรถแสดงผลการทำงานของระบบ TOD บนหน้าปัดรถโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ขับขี่เห็นชัดเจนว่าในวินาทีกำลังมีแรงบิดส่งไปที่ล้อคู่หน้ามากน้อยเพียงใด (แสดงผลเป็นขีดระดับพลังงานที่ล้อหน้า)
4. โหมดการขับขี่ที่เลือกได้
แม้จะเป็นระบบอัตโนมัติ แต่ Isuzu ยังติดตั้งเกียร์ทรานสเฟอร์แบบคานโยกมาให้ผู้ขับขี่เลือกปรับโหมดตามสถานการณ์ได้ 2 โหมดหลัก
- TOD (Auto): เปิดระบบสมองกลอัตโนมัติ เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ถนนเปียก ทางฝนตก หรือทางลูกรังความเร็วสูง
- 4L (4-Wheel Low): ล็อกอัตราการกระจายกำลังไว้ที่ 50:50 ตลอดเวลา พร้อมปรับอัตราทดเกียร์ให้ต่ำลงเพื่อเพิ่มแรงบิดสูงสุด เหมาะสำหรับการลุยออฟโรดหนัก ๆ เช่น ทางโคลนชัน ทางหินปุ่มป่ำ หรือการติดหล่ม

มิติตัวถังและน้ำหนัก
- ความยาวรวม: 4,130 มิลลิเมตร
- ความกว้าง: 1,791 มิลลิเมตร
- ความสูง: 1,699 มิลลิเมตร
- ระยะฐานล้อ: 2,332 มิลลิเมตร
- ระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance): 213 มิลลิเมตร
- น้ำหนักตัวรถ (Kerb Weight): ประมาณ 1,750 - 1,794 กิโลกรัม
- ความจุถังน้ำมัน: 85 ลิตร
ภายในห้องโดยสาร
- เบาะนั่งสปอร์ตคู่หน้าจาก Recaro (ตกแต่งด้วยหนังแท้สีทูโทน ดำ-แดง หรือ ดำ-เทา ตามรุ่นย่อย)
- พวงมาลัยหุ้มหนังแท้จาก MOMO
- กล้องมองหลังแทนกระจกส่องหลัง (ติดตั้งในเวอร์ชันญี่ปุ่นบางรุ่น ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำมากในยุค 90s)

ความจริงแล้ว Isuzu มีรุ่นที่ทำตลาดควบคู่กันไปด้วย เช่น ในออสเตรเลีย Isuzu MU เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1990 โดยมีทางเลือกเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.6 ลิตร และดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2.8 ลิตร ต่อมาในปี 1994 จึงมีการนำเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาดใหญ่ขึ้นคือ 3.1 ลิตรเข้ามาจำหน่าย ก่อนที่รุ่นนี้จะยุติการทำตลาดและหายไปจากโชว์รูมในปี 1996 ในไทยหาชมได้ยากเพราะไม่มีจำหน่ายเป็นทางการ
ในช่วงเวลาดังกล่าว Isuzu MU ได้ถูกนำมาปรับโฉมใหม่ให้เข้ากับตลาดท้องถิ่นภายใต้ชื่อ Holden Frontera Sport ซึ่งมาพร้อมสโลแกนที่ชวนให้ผู้ซื้อสัมผัสกับ "อิสระในการใช้ชีวิตในแบบที่คุณต้องการ" และพร้อมพาคุณ "ก้าวสู่ดินแดนใหม่ๆ" ตามคำโฆษณาของ Holden ที่มักนำเสนอภาพชาวออสเตรเลียผิวสีแทนสุขภาพดีกำลังทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ปีนหน้าผา เล่นโรลเลอร์เบลด และเล่นวอลเลย์บอลชายหาด


และความโชคดีที่คนไทยได้เห็นหรือเป็นเจ้าของอีก 1 รุ่น คือ Isuzu Trooper เป็นรถ SUV ขนาดกลาง (Mid-Size SUV) ที่ผลิตและทำตลาดโดย Isuzu ช่วงปี 1981 - 2005 โดดเด่นด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง ช่วงล่างนุ่มนวล เคยทำตลาดในไทย กับเครื่องยนต์เบนซิน 3.2 ลิตร V6 (6VD1) ให้กำลังประมาณ 190-200 แรงม้า เป็น SUV ที่ไม่ใช่โครงสร้างจากรถปิคอัพแต่อย่างใด และก็ยุติทำตลาดในไทยก่อนจะเริ่มมี Cameo และ TFR Stationwagon ก่อนจะกลายเป็น MU-7 และ MU-X ในปัจจุบัน
เนื่องจาก Isuzu VehiCROSS เป็นรถหายากที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5,958 คันทั่วโลก (แบ่งเป็นตลาดญี่ปุ่นประมาณ 1,805 คัน และตลาดอเมริกา 4,153 คัน) ราคาในปัจจุบันจึงไม่ได้ลดลงตามค่าเสื่อมสภาพเหมือนรถทั่วไป แต่กลายเป็น "รถสะสม" (Collector's Car) ที่ราคาเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ราคาเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ $4,500 – $14,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 150,000 – 480,000 บาท ไม่รวมภาษีนำเข้า) ขึ้นอยู่กับสภาพรถและระยะไมล์ สำหรับรุ่นพิเศษอย่าง Ironman Edition หรือรถที่ไมล์น้อยมาก สภาพเดิมสนิท ราคาประมูลสามารถพุ่งสูงไปถึง $15,000 – $26,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 510,000 – 900,000 บาท) และราคาหน้าเต็นท์รถในญี่ปุ่น เช่นที่เว็บ Goo-net Exchange จะอยู่ที่ประมาณ 1,600,000 – 2,200,000 เยน (ประมาณ 360,000 – 500,000 บาท)
ส่วนราคาในประเทศไทย (ของสะสมระดับแรร์ไอเทม) ในอดีตไม่มีการนำเข้า Isuzu VehiCROSS มาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย รถส่วนใหญ่ที่วิ่งอยู่ในไทยจึงเป็นรถจดประกอบ หรือรถนำเข้าอิสระแบบ 32 ซึ่งคาดว่ามีอยู่ไม่เกิน 10-20 คันในประเทศ และไม่มีราคามาตรฐานที่แน่นอน เนื่องจากเปลี่ยนมือกันในกลุ่มนักสะสมเท่านั้น แต่โดยทั่วไปหากมีหลุดออกมาขาย ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,200,000 – 1,800,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ความถูกต้องของทะเบียน และเอกสารการนำเข้า) และเมื่อเทียบราคาป้ายแดงสมัยเปิดตัวในอเมริกาเริ่มต้นที่ประมาณ $28,900 – $31,045 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1 ล้านบาทตามค่าเงินในขณะนั้น)
ใครคิดจะสะสมอาจจะต้องควานหากันหน่อยเพราะในไทยแทบไม่เห็นเลย แต่ถ้าจะเอารุ่นเทียบเคียงอย่าง MU หรือหาง่ายสุด ๆ น่าใช้ดูแลง่ายก็เป็น Cameo นำมาทำเดิม ๆ แบบ Old School ก็น่าสนใจหรือนำมาแต่งยกสูงก็หาอะไหล่ง่ายเลยครับ
ต้องขอบคุณข้อมูลต่าง ๆ จาก หลายแห่งและหลายเว็บไซต์ที่นำมารวบรวมในบทความนี้
www.classic.com , carsandbids.com , bringatrailer.com , www.cars.com , en.wikipedia.org , www.encycarpedia.com , www.isuzuute.com.au , www.caranddriver.com , www.drive.com.au
