ลองขับ MG URBAN ตัวท็อป ออปชั่นครบ 709,900 บาท นาทีนี้ต่างก็มีตัวเลือกมากมาย และคุ้มไหมกับค่าตัวระดับนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำที่มักมีในรถราคาหลักล้าน เช่น พร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Smart Parking Assist ระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล Remote Auto Parking ที่สามารถควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวก รวมถึงระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (Multi-Lane View) จอ Infotainment ขนาด 15.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 ระบบ i-SMART PRO และ AI Voice Command และความปลอดภัย ADAS ระดับ L2
พลังมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า แบตเตอรี่แบบ LITHIUM-IRON PHOSPHATE (LFP) จาก CATL ความจุ 53.9 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) ระบบ QUICK CHARGE ความเร็วสูงสุด 88 kW ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที และผ่าน มอก. ของไทยรายแรก (มาตรฐานเพิ่มเติมจาก EU R100-04 และ CN GB 38031-2025) มาตรฐาน 3 ถึงขั้น!

สมรรถนะหลังทดลองขับ
เริ่มทดลองขับขี่ระยะทางพอจับความรู้สึกได้ ออกสตาร์ทจากกรุงเทพฯ (UNHOUR CAFE-ศรีนคริน) - ร้านอาหารท่าช้างบีช บางแสน รวมกว่า 200 กม. มีผู้ร่วมเดินโดยสาร 4 คน 2 สื่อชวมชน สลับกันขับขี่ เริ่มจากลองนั่งเบาะหลังด้วยมีพื้นที่กว้างเกินตัว ทำให้นั่งได้สบาย ผิวสัมผัสเบาะนุ่ม พื้นที่วางขายังเหลือแบบหลวม ๆ และบนศีรษะก็ไม่อึดอัดยิ่งเปอดแผ่นบังแดดยิ่งโปร่งสบายตา และแม้แดดจะส่องตรงตั้งฉาก ก็"หัวไม่ร้อน" เพราะยังมีขอบของหลังคาที่บังแดดเอาไว้ให้


นั่งตอนหลัง แน่น แข็ง ไม่ย้วย ไม่มึน
ตำแหน่งการนั่งหลังนั้น ช่วงล่างมีความตึง ๆ หรืออาจจะแข็งกว่ารถในระดับเดียวกัน ใครชอบนุ่มนวลมาก ๆ อาจจะรู้สึกกระเทือนหน่อย ส่วนผมนั้นรู้สึกว่า "ถูกใจ" กับช่วงล่างแบบนี้ เพราะไม่มึน ไม่เมส ไม่โยน และไม่ย้วย เวลาขับขี่ โดยเฉพาะความเร็วต่ำถึงกลาง ๆ นั้น ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่างจากรถแบรนด์ญี่ปุ่นเท่าไหร่ ส่วนความเร็วสูงนั้น หากขับตรง ๆ หรือไม่โยกเปลี่ยนเลนแรง ๆ มากนักก็นับว่าดี แต่ถ้าขับสไตล์ดุดันหากเกิน 120 กม./ชม. ไปแล้ว ออกการอาการ โยน ยวบแต่ไม่ถึงย้วน มากทันที ซึ่งเค้าเป็นรถเน้นใช้งานในเมืองนุ่มนวลสะดวกสบาย ส่วนที่ความเร็วสูงก็ต้องนั่งหลังแกร็งกันเล็กน้อย

ในเมืองขับสบาย นุ่มนวล ความเร็วสูง ขอควรเฟิร์มกว่านี้
มาลองตำแหน่งคนขับอาการแรกที่รู้สึกได้คือ ความนุ่มนวลและสบายตัวของช่วงล่าง บวกกับเบาะนั่งที่ได้สรีระพอดี กับผมที่ความสูง 176 ซม. หนัก 90 กก. ท่านั่งค่อนข้างลงตัวมาก ๆ ทั้งที่เป็นรถระดับกลางกึ่งเล็ก มักจะนั่งขับนาน ๆ จะมีอาการเมื่อย แต่ใน Urban ทำได้ดีกว่าที่คิด พวงมาลัยกับการใช้งานต่าง ๆ ทั้งบนปุ่มซ้ายและขวาหรือบนจอกลาง ยังมีระยะใช้งานง่าย แต่ติดตรงรูปทรงแบบหัวตัดท้ายตัด จะไม่ค่อยคุ้มเคยนัก มีปุ่มนอกจอให้ใช้งานง่าย ๆ เช่น ปรับกระจกมองข้าง ปรับระบบแอร์ ไม่ต้องงมในจอเยอะเกินจำเป็น และตัวเบาะเองก็มีระบบเป่าลมเย็นมาให้ด้วย นอกจากนี้วิสัยทัศน์ด้านหน้าโปร่งโล่ง ด้านข้างมองง่าย ส่วนกระจกมองหลังก็มีมุมมองกว้างไม่มีมุมอับสายตา ใคร ๆ ก็ขับได้ง่ายแน่นอน

สมรรถนะออกตัวแรงดี แต่ยังไม่กระชากหรือดึงติดเบาะมาก อาจเพราะต้องการใช้งานในเมืองและเน้นนุ่มนวล ควบคุมง่ายเหมาะกับหนุ่มสาวที่ไม่สนความแรง แต่มีไลฟ์สไตล์คนเมือง ขับชิว ๆ เน้นใช้ฟังก์ชั่นในรถคุ้มค่า แต่ถ้าอยากซ่า ๆ จริง "น้องม่วง" ก็เร่งได้ทันใจ มาแบบค่อย ๆ ตึงและจะเร่งไต่ระดับความเร็วไปเรื่อย ๆ จะเร่งแซงหรือขึ้นเนินก็มีกำลังเหลือให้ใช้งาน ส่วนระบบเบรกนุ่มเท้าให้ความรู้สึกไม่ต่างจากรถสันดาปทั่วไป นั่นคือ นุ่มลึก ค่อย ๆ จับจากน้อยไปมากแบบเละเอียดตามน้ำหนัก ซึ่งทำได้ดีกว่าในรถสัญชาติเดียวหลายรุ่น

การควบคุมพวงมาลัย ความเร็วต่ำเบาสบาย ส่วนความเร็วสูงเริ่มมีความ "หวิว" และต้องเกร็งมือมากขึ้น แต่ในการเลี้ยวการโยกเปลี่ยนเลนยังพอไว้ใจได้ด้วยช่วงล่างที่มีความตึงในระดับกลาง ๆ ค่อนไปทางแข็ง ในความเร็วต่ำ ๆ จะกระเทือนเล็กอยู่บ้าง ความเร็วปานกลางไม่เกิน 110 กม.ชม. เริ่มตึงมือขับผ่านคอสะพานตกหลุมหรือเข้าโค้ง ไม่โคลงหรือโยนตัวมากนัก และไม่มีการเด้งแถมนับว่ากำลังพอดี แต่ถ้าเร็วกว่านั้น แนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการควบคุม เพราะเริ่มมีอาการตัวรถ "ลอย ๆ " อย่างที่ทราบครับ เข้าเน้นเป็นรถใช้งานในเมืองมากกว่านำไป "ซิ่ง"

ระบบช่วยเหลือการขับขี่เยอะ คุ้มดี แต่!
ระบบที่ใช้งานบ่อย ๆ สำหรับรถที่มี ADAS Level 2 น่าจะเป็นเตือนออกนอกเลนพร้อมดึงกลับ และควบคุมความเร็วแปรผัน แต่ Urban Ultra ตัวท็อปนี้มีเพิ่มอีกคือ ช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ เมื่อปลอดภัย และมีจอแสดงภาพแทนมุมมองด้านข้างบนจอกลางที่ใช้นิ้วลากไปมาได้ด้วย ที่ทำงานควบคู่กับการเปิดระบบควบคุมความเร็วแปรผัน เพียงเปิดไฟเลี้ยวฝั่งที่จะแซง (ได้ทั้งซ้ายและขวา) รถก็จะตรวจจับและแซงให้เมื่อปลอดภัย แต่ว่า....ระบบช่วยเปลี่ยนหรือแซงอัตโนมัตินี้ ยังไม่ค่อยเหมาะกับการจราจรในประเทศไทย เพราะแม้ว่าระบบตรวจจับว่าด้านข้างที่กำลังจะแซงนั้น โล่งมีแค่รถที่อยู่ไกล ๆ แต่หากตั้งความเร็วไม่มากพอ การเปลี่ยนเลนออกไป ในขณะที่รถในเลนที่ต้องการแซงและอยู่ไกลนั้น ใช้ความเร็วสูง ๆ อาจเกิดอันตรายได้ เพราะจะเร่งความเร็วขึ้นไปตามที่ตั้งเอาไว้ หากรถคันหลังมีความเร็วต่างกันมาก ๆ อาจโดนเสยท้ายได้ หรือรถคันด้านหลังต้องเบรกตัวโก่ง นับว่าอันตรายมาก ๆ


การใช้งานระบบนี้จะผู้ขับต้องดูเรื่องความปลอดภัยและปรับตั้งความเร็วของระบบควบคุมนี้เหมาะสมกับความเร็วของรถบนท้องถนนในแน่ใจก่อนจะใช้ระบบนี้ควบคู่ไปด้วย เช่น หากใช้ระบบควบคุมความเร็วอยู่ความเร็ว 80 กม./ชม. มีรถด้านหน้าขับอยู่ 70 กม./ชม. เมื่อต้องการแซงขึ้นไป ต้องดูให้แน่ใจว่า รถที่อยู่เลนที่จะแซงนั้น ใช้ความเร็วกว่าเรามากน้อยแค่ไหน และปรับตั้งความเร็ซเพิ่มขึ้นไปให้เหมาะสม จึงจะให้ระบบช่วยแซงไปได้โดยที่ทำความเร็วให้พ้นรถคันนั้นๆ สรุปคือ????........แซงเองง่ายกว่า!!!!
อีกระบบที่น่าทึ่งคือ ช่วยจอดอัตโนมัติ ที่สั่งในรถหรือจะสั่งผ่านแอปฯ บนมือถือได้ โดยไม่อยู่ในรถ และใช้แอปฯ ในการขยับรถเลื่อนเข้า-ออกช่องจอดรถแคบ ๆ ได้ด้วย ซึ่งในการจอดอัตโนมัติ มีเมนูเลือกจอดเองแบบตามใจสั่ง เพียงลากกรอบสี่เหลี่ยมไปในตำแหน่งที่ต้องการจอดในกรณีไม่มีเส้นจอด เมื่อกรอบเปลี่ยนเป็นสีเขียวแสดงว่าระบบพร้อมสามารถกดเริ่มทำงานเลย แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างในฟังก์ชั่นจอดอัตโนมัติระยะไกลด้วยแอปฯ นั้น จะใช้ได้เฉพาะการเลื่อนเข้า-ออกจากช่องจอด หรือ เดินหน้าถอยหลังเท่านั้น ส่วนการจอดแบบอัตโนมัติ จะต้องสั่งบนจอเท่านั้น
ระยะทางต่อการขับขี่นทริปนี้อาจไม่เน้นเพราะมีการสลับกับขับขี่และจอดถ่ายรูปทำคอนเทนท์อาจ จึงยังไม่สามารถวัดได้ว่าใช้แบตฯ ในการเดินทางจริง ๆ เท่าไหร่ ส่สวนตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองบนมาตรวัดนั้นอยู่ที่ 14 - 15 kWh/100 km ซึ่งถือว่ากลาง ๆ ไม่กินและประหยัดมากนัก (การขับขี่ในรูปแบบเร่งแซงบ่อย ๆ และนั่ง 4 คน)
สิ่งที่ควรปรับปรุง
- หน้าจอมีสะดุดบ้าง อาจเพราะต้องรออับเดทระบบอีกครั้ง
- พวงมาลัยเบาในความเร็วสูง แม้โหมดปรับสปอร์ตแล้ว
- ส่วนตัวอยากให้ช่วงล่างเฟิร์มขึ้นอีกนิด สมรรถนะตอบโจทย์ดีอยู่แล้วแต่ช่วงล่างยังไม่พอหากขับความเร็วสูง
- ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติควรปรับเรื่องการอ่านความเร็วของรถในเลนที่จะเปลี่ยนไปให้เหมาะสม
- เพิ่มกระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ
สรุปความคุ้มค่า 709,900 บาท
MG URBAN Ultra เน้นใช้งานในเมืองคล่องตัว และมีฟังก์ชั่นภายในรถที่เพรียบพร้อมไม่น้อยหน้าใคร อย่างระบบช่วยจอดต่าง ๆ ระบบช่วยการขับขี่หรือระบบประมวลผลบนจอที่สเปคแรงแบบเดียวกับในรถราคาแตะล้าน ส่วนเดินทางไกลก็อยู่ในระดับที่ขับขี่ได้มั่นใจมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าระเดียวกัน หรืออาจเทียบเท่ารถญี่ปุ่นบางรุ่น เหมาะกับผู้ต้องความคล่องตัว ออปชั่นหลักล้าน สมรรถนะเกินพอใช้งานในราคาไม่สูงเกินไปนัก เมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกันหากมองว่าสูงไป สามารถเลือกรุ่นกลาง MAX ราคา 599,900 บาท ตัดแค่ระบบเกินจำเป็นออกไปไม่มากนัก แนะนำว่าไปทดลองขับและสัมผัสคันจริงก่อนตัดสินใจว่าตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่


